ข่าวสาร14 ก.ย 52

พ.ญ.นลินี ไพบูลย์(หมอต้อย) : : ชีวิตที่ไม่ใช่นิยาย

เพลง มาร์ช ที่มีจังหวะและเนื้อหาเร้าใจของ บริษัท ดังกระหึ่มขึ้นในห้อง มรกต โรงแรมอินทรา พร้อมๆกับสายตากว่าพันคู่พุ่งมองไปยังพ.ญ .นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการบริษัท ที่กำลังก้าวขึ้นสู่ เวทีและเริ่มต้นพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มๆแต่กระชับชัดเจน สะกดให้ทุกคนตั้งใจฟังในสิ่งที่เธอพูดนานนับชั่วโมง

หญิงชายหลากหลายวัย ทั้งหมด 1,800 กว่าคนในห้องนั้นคือ “ดาว ดวง ใหม่” หรือสมาชิกใหม่ ที่ สนใจในธุรกิจขายตรงของสินค้าของและเพิ่งเข้ามาร่วมกิจกรรมกับทางบริษัทเป็นครั้งแรก ช่วงเวลาที่ “หมอต้อย” กำลังพูดในหัวข้อ “สกายไลน์ ธุรกิจแห่งความสำเร็จในชีวิต” ในห้องประชุมอื่นๆบนชั้น 4 ของโรงแรมอินทรา อีกประมาณ 6 ห้อง ก็คลาคล่ำไปด้วยสมาชิกของที่จะต้องเข้าเทรนนิ่งในหัวข้อต่างๆกัน เช่น ห้องพัฒนาผู้นำ ห้องเจาะลึกการตลาด ห้องผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ห้องทายาทธุรกิจ ห้องผลิตภัณฑ์อาหาร และห้องผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ รวมทั้งหมดแล้วประมาณ1,800คน

ท่ามกลางผู้คนที่มากมาย วันนั้น หมอต้อยจำเป็นต้องมีบอดี้การ์ดร่างใหญ่คอย เดินประกบรักษาความปลอดภัย ทั้งหมดเป็นกิจกรรม ที่จัดขึ้นฟรีเพื่อสมาชิก ทุกเย็วันอังคาร ที่โรงแรมแห่งนี้มานานต่อเนื่องกว่า10ปี

ในปี 2549 ที่ผ่านมา บริษัทก็ได้จัดงานครบรอบ 10 ปีครึ่ง ที่ศูนย์ประชุมไบเท็คบางนา ท่ามกลางผู้ร่วมงานเกือบ 2 พันคน เพื่อฉลองยอดขายตัวเลข 3 พันล้านบาท จากจำนวนสมาชิกที่ขยายถักทอออกไปราวกับใยแมงมุมถึง4ล้านเลขหมาย ซึ่งรวมไปถึงสมาชิกขายตรงในประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าและฮ่องกงด้วย

ธุรกิจ MLM (Multi Level Marketing) หรือ Network Marketing นั้น หากย้อนหลังไปประมาณ 10-15 ปี คงยังไม่เป็นที่รู้จักนัก แต่ปีพ.ศ.นี้ หากมองจากผู้คนที่เข้ามาร่วมงาน จะเห็นว่าคนรุ่นใหม่ได้ให้ความสนใจกับธุรกิจขายตรงมากขึ้น และเป็นผู้ชายมากขึ้น พร้อมๆกับความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ในกลุ่มสุขภาพและความงามที่เพิ่มขึ้นด้วย

ในวัยเด็กหมอต้อยมาจากครอบครัวที่มีความสุข เป็นครอบครัวเล็กๆ ที่มี พี่น้อง 3คน คุณพ่อ คุณแม่รับราชการทั้งคู่ โดยคุณพ่อ คือพลอากาศตรีพิมล ไพบูลย์ ข้าราชการทหารอากาศ และผู้ช่วยศาสตราจารย์มณฑา ไพบูลย์ เป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒิ ปทุมวัน

“ตอนเด็ก ๆ หมอเป็นเด็กไฮเปอร์ค่ะ”เธอย้อนอดีตให้ด้วยใบหน้า เปื้อนยิ้ม ซึ่งเป็นบุคลิกเด่นประจำตัวของเธอ

“ถ้าเป็นสมัยนี้พ่อแม่ และผู้ปกครอง อาจจะรู้ และมีวิธีการรักษาเช่นให้ยา แต่ตอนนั้นไม่มีใครรู้ ๆ แต่ว่าทำไมหมอเป็นเด็กที่ซนมาก ไม่เคยเรียนหนังสือ ไม่เคยทำการบ้านเลย แต่เป็นเด็กหัวดี โชคดี ได้เจออาจารย์ท่านหนึ่งที่มีวิธีการที่ฉลาด คือบอกกับหมอว่า ถ้าหนูไม่ทำการบ้านแต่หนูสอบได้ที่ 1 คิดว่าเพื่อนๆ จะคิดอย่างไร เพื่อนๆก็จะมองว่า ขนาดคนที่ไม่ได้ทำงานไม่ทำการบ้านยังสอบได้ที่ 1 เลย แล้วเพื่อนจะทำการบ้านเหรอ แล้วถ้าเพื่อน เรียนหนังสือไม่เก่งอย่างหนู เขาจะเป็นอย่างไรต่อไป และอาจารย์ ยังจัดเพื่อนให้หมอรับผิดชอบ 2 คน คือคนที่เรียนหนังสือตกแล้วตกอีก โดยบอกว่าคราวนี้ ถ้าเพื่อนสอบไม่ผ่านจะปรับตกทั้ง 3 คนเลยนะ หมอเลยต้องขยัน ต้องตั้งใจเรียนเพื่อเอาไปช่วยสอนเพื่อน ด้วยกลัวเพื่อนสอบตก”

ด้วยกุศโลบายที่ชาญฉลาดของอาจารย์ ทำให้หมอต้อย เปลี่ยนไป สามารถสอบเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และ เข้าเรียนต่อในคณะแพทย์ศาสตร์ได้ตามที่คุณแม่คาดหวังไปเป็นน้องใหม่ของคณะที่มีหน้าตา จนรุ่นพี่ต้องให้เข้าไปช่วยงานกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเช่น เป็นตัวแทนทำหน้าที่อัญเชิญพระเกี้ยวในงาน ฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ประจำปี2521 เป็นตัวแทนของคณะประกวดนางนพมาศ และเป็นหน้าปกหนังสือสกุลไทย

ทั้งหมดน่าจะเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า หมอต้อย เป็นคนสวย ที่ฉลาด และเป็นคนดังคนหนึ่งในช่วงเวลานั้น และแม้วันนี้ วัย 48ปี ของเธอก็ยังสวย และดูดีมาก

หมอต้อย เลือกเรียนเฉพาะทางทางด้านสูตินารีแพทย์ที่โรงพยาบาลภูมิพล เธอทำคลอดเด็กมาแล้วหลายร้อยคน หลังจาการแต่งงาน เธอก็ยังทำหน้าที่เป็นหมอทำคลอด อยู่หลายปี จนต่อมาตัดสินใจเปิดคลินิกนอกเวลาเพื่อหารายได้เสริม แต่พบว่าในย่านห้วยขวางที่เป็นคลินิกแห่งแรกของเธอนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคนไข้ที่ยากจน เลยมีความคิดว่า น่าจะเปลี่ยนจากคลินิกรักษาโรคทั่วไป เป็นคลีนิคที่รับปรึกษาเรื่องความงามด้วย เพื่อเอากำไรจากตรงนี้ไปช่วยเหลือคนจนได้บ้าง โดยเริ่มจากไปรับยาจากคุณหมอท่านอื่นมา ขายต่อหลังจากนั้นก็ คิดดัดแปลงสูตรเองเพื่อให้ได้คุณภาพยิ่งขึ้น ซึ่งก็ได้ผลดีมาก มีคนไข้มากขึ้นเรื่อยๆ จนมีความคิดว่าน่าจะมีช่องทางการตลาดอย่างอื่นบ้างเลยไปติดต่อห้างสรรพสินค้า เพื่อจะนำสินค้าไปวางขาย

“หมอตกใจมากพอรู้ว่าต้องใช้เงินจำนวนมากหากจะเอาสินค้าไปวาง เช่นต้องมีค่าแรกเข้า ค่าโฆษณา และต้องมีสต๊อกสินค้าชัดเจน คิดแล้วเป็นเงินนับสิบล้านบาท แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนมา พอดีมีเพื่อนแนะนำเรื่องวิธีขายตรง ก็เลยมาศึกษาช่องทางแบบขายตรง ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการกระจายสินค้าและบริการ ที่นำเอาส่วนต่างที่ไม่ต้องจ่ายให้กับห้างร้าน ปันผลให้กับคนที่มาทำหน้าที่ขายตรงแทน

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจขายตรงยี่ห้อแรกคือ “สุพรีเดอร์ม”ที่บุกเบิกกิจการร่วมกับอดีตสามี หลังจากนั้นเธอตัดสินใจลาออก จากงานประจำมา เรียนรู้การทำธุรกิจอย่างจริงจังไปพร้อมๆกับเรียนรู้นิสัยของคนไทย ล้มลุกคลุกคลานมาตลอดเวลา 9 ปี จนวันหนึ่งยอดรายได้เริ่มมั่นคง และบริษัทเติบโตมีชื่อเสียงมากขึ้น

“แต่หมอกลับมารู้ตัวว่า วันนั้นหมอกลับไม่เหลืออะไรเลย ประสบความสำเร็จเรื่องงานแต่หมอเอาครอบครัวไว้ไม่ได้ ” น้ำเสียงของเธออ่อนเบาลงเมื่อพูดถึงตรงนี้

หลังการหย่ากับสามี เธอมีเงินอยู่ประมาณ 100 ล้านบาท และมีหน้าที่เลี้ยงดูลูกสาวอีก 2 คน ที่กำลังเล็ก เธอบอกว่าช่วงนั้นเธอสับสน เครียดและวุ่นวายใจจนเคยคิดจะฆ่าตัวตาย

ภาพของลูกสาว 2 คน ที่กำลังน่ารักคือสิ่งผลักดันให้เธอยืนขึ้นสู้อีกครั้ง คราวนี้เธอเริ่มใหม่กับธุรกิจขายตรงอีกครั้ง กับแบรนด์ ที่เอาชื่อมาจากลูกสาวคนโต“น้องกิ๊ฟ” เด็กหญิงสิริอร ที่วัยนี้มี อายุ 15ปี และน้อง ฟ้า เด็กหญิงพิชชาอร อายุ 12 ปี

เงิน100 ล้านบาท ตั้งใจไว้ว่าจะเหลือไว้ให้ลูก 2คน 10 ล้านบาทเผื่อทำธุรกิจไม่ประสบสำเร็จลูก ๆ ก็ยังมีเงินเรียนหนังสือ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะต้องเอามาลงทุนในการซื้อที่ดิน สร้างโรงงงาน และศูนย์จำหน่ายในช่วงเปิดตัวอีก8 แห่ง และเมื่อเธอเปิดกระเป๋าอีกครั้งพบว่ามีเงินอยู่ในบัญชีเพียง 500 บาทเท่านั้น

เป็นการเริ่มทำธุรกิจครั้งใหม่โดยมี ชีวิตเป็นเดิมพัน คราวนี้ไม่มีคู่ชีวิตอยู่เคียงข้างเหมือนเคย มีเพียงการทำงานที่หนักขึ้น ๆ ด้วยความมุ่งมั่นเพียงอย่างเดียว

วันที่ 17 มีนาคม 2539 บริษัทเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังโตเต็มที่ ปีแรกบริษัทมีผลประกอบการที่ 384 ล้านบาท ปีที่สองฟองสบู่แตกกระจาย แต่รายได้ของบริษัทกลับพุ่งพรวดไปถึง1,600 ล้านบาท หลังจากนั้นบริษัทก็มีอัตราการเติบโตอยู่ที่อัตรา10 กว่า เปอร์เซ็นต์ทุกปี

ปีไหนเศรษฐกิจไม่ดีจะสร้างโอกาสให้ธุรกิจขายตรงทันที แม้กำลังซื้อของคนจะลด คนซื้อของน้อยลง แต่กลับมีคนมาร่วมงานมากขึ้นช่องทางการขาย และเม็ดรายได้ก็เพิ่มขึ้นตาม

“จะว่าไปแล้ว ไม่ใช่เราไม่มีอุปสรรคนะคะ เรามีมาตลอดทาง เหนื่อยมากเพราะเป็น สินค้าเปิดใหม่ แบรนด์ ของสินค้ายังไม่เป็นที่รู้จัก และยังเป็นของคนไทยด้วย ความเชื่อมั่นไม่มีก็ต้องสร้างกำลังใจให้กับนักขายค่อนข้างมาก ปีแรกเรามีปัญหาเรื่องการโตเร็ว แต่แย่มากๆตรงที่เรา เตรียมสินค้าไม่ทัน แต่ในที่สุดก็ลุล่วงไปได้ ส่วนตัวหมอเองก็ยอมรับว่าช่วงนั้น หมอต้องทุ่มเทกว่าใครๆ ”

จากสินค้าเพียงไม่กี่รายการ เพิ่มเป็น 2 พันรายการในปัจจุบั นครอบคลุมสินค้าหลัก 4 หมวดใหญ่คือ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สำหรับร่างกายจำนวน 70 เปอร์แซ็นต์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม 20เปอร์เซ็นต์ ผลิตภัณฑ์ อื่นๆ 10 เปอร์เซ็นต์ โดยมีแนวโน้มของสินค้าอาหารเสริม เติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจ ในขณะเดียวกันสินค้าสำหรับผู้ชายที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปียังไม่ได้เติบโตมากนัก ส่วนยอดขายเพิ่มสูงถึง 2,890 ล้านบาทในปี 2548 และคาดว่าไม่ต่ำ3,000ล้านบาทในปี 2549

หลายคนอาจจะมองว่าวันนี้เธอหยุดตัวเลขไม่ได้แล้วต้องไล่ล่าสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เธอได้ ชี้แจงว่า

“สำหรับหมอ ๆ พอมาตั้งแต่เปิดบริษัท แล้วไม่ใช่ รวยนะ แต่เรารู้ว่าตอนเรามีความทุกข์ เงินก็ไม่ได้ช่วยให้เรามีความสุข แต่ที่เราหยุดไม่ได้ เพราะพันธะสัญญาที่ได้ให้ไว้กับสมาชิก

เพราะ สัญญาที่ว่าหากสมาชิก มาอยู่ตรงนี้ ต้องมีรายได้ที่ดี ต้องมีความภูมิใจมีเกียรติ์ มีศักดิ์ศรี ทุกคนได้ฝากความหวังไว้ ดังนั้นบริษัทจะต้องเติบโตเพื่อให้สมาชิกประสบความสำเร็จอย่างที่ต้องการ ทุกอย่างเราเลยเหมือนหยุดไม่ได้ ที่จริงเราไม่ได้มองคู่แข่งเลยนะว่าเราจะเป็นที่เท่าไหร่ แต่ เราต้องให้คนที่มาอยู่กับเราได้รับในสิ่งที่เขาคาดหวัง คนมาใหม่ต้องการรายได้ใหม่ คน เก่าต้องการรายได้ที่มากขึ้น ถ้าเราไม่โต เราจะเอาที่ไหนมาให้”

หมอต้อยรู้ดีว่า สมาชิกของเธอ เป็นคนไทยที่ไม่ได้มีวิญญาณของนักขายอยู่ในสายเลือด ทางบริษัทเลยเน้นว่า เป็นการ เชิญชวนคนไทยให้มาเป็นผู้บริโภค มาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ แล้วให้เขาสร้างเครือข่ายของผู้บริโภค โดยเอากำไรต่อชิ้นต่ำแต่เน้นจำนวนจำนวนยอดขายที่ต้องสูง

“ระบบเทรนนิ่งของเราก็จะไม่เหมือนใคร เป็นระบบที่หมออยู่กับคนไทยมา 23 ปี และสรุปได้ว่า นี่ คือคนไทย ต้องสอนกันอย่างนี้”

“ไม่เหนื่อย หรอกค่ะ” หมอต้อยย้ำเสียงใส เมื่อดูเหมือนว่าวันๆหนึ่งเธอต้องทำงานเยอะมาก ไม่มีวันหยุดแม้วัน เสาร์ อาทิตย์

“โชคดีหมอบ้านอยู่ใกล้ออฟฟิศ ถ้าวันไหนไม่ไปงาน ก็กลับไปอยู่กับลูกได้เร็ว ทานข้าวเสร็จ ก็เซ็นเอกสารอยู่ที่บ้าน ดูทีวี ออกกำลังกายด้วยการถีบจักรยานที่ถือว่าเรื่องนี้เป็นวินัยเลยที่ต้องทำให้ได้ทุกวันๆละ1ชั่วโมง

แม้วันนี้โครงสร้างของบริษัท เข้มแข็งพอ แต่หมอต้อยก็ยังพอใจที่จะเดินสายไปเยี่ยมเยียนสมาชิกในจังหวัดต่างๆ เป็นงานที่เธออยากทำ ที่จะได้ ไปสร้างขวัญกำลังใจ ไปเจอไปพูดคุยกับ สมาชิก นอกจากเรื่องงานแล้ว เวลาทั้งหมดที่เหลือเธอมอบให้สมาชิกสำคัญ 2คนที่บ้าน

น้อง“สิริอร” อายุ15 ปี เริ่มเป็นวัยรุ่น เธอบอกว่าลูกมีความรับผิดชอบมากกว่าแม่ในวัย เดียวกัน ส่วนน้อง ฟ้า “พิชชาอร” อายุ12 ปี เป็นโรคออทิสติกส์ ตั้งแต่วัย 3 ขวบ เลยต้องดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ถ้ามองกันอีกมุมหนึ่งเธอ บอกว่า น้องฟ้าเป็นเด็กโชคดี เพราะคนเป็นโรคนี้จะมองคนอื่นในแง่ดี มาตรฐานความสุขของเขาจึงอาจ น้อยกว่าคนทั่วไป

หากชีวิตของเธอเป็นเหมือนนิยายเรื่องนี้คงจบลงแล้วด้วยความสุข ๆ แต่เมื่อไม่ใช่ วันนี้ชีวิตของเธอก็เลยยังคงต้องดำเนินต่อไป

ที่มา: http://www.marketeer.co.th/inside_detail.php?inside_id=5056

 www.No-Poor.com

กิฟฟารีน,ธุรกิจเสริม,อาชีพเสริม,รายได้เสริม,ธุรกิจออนไลน์, giffarine

 
 
eXTReMe Tracker