หัวข้อ (Topic)

Introduction to Information Systems (IS) and Roles of IS in the Organization

1. Information Concepts

2. System and Modeling Concepts

3. Information Systems VS Business Information Systems

4. Why Study Information System?

5. Roles of IS in the Organization

 

Introduction to Information Systems (IS) and Roles of IS in the Organization

1. Information Concepts

 

Data, Information & Knowledge

เป้าหมายหลักอย่างหนึ่งของ Information Systems กระบวนการที่จะประมวลผล data ให้กลายเป็น information หรือ knowledge

 

Data :

ข้อเท็จจริง สิ่งของ เหตุการณ์ หรือกิจกรรมต่าง ๆ เป็ฯกลุ่มของรายการยที่ถูกรวบรวมเอา ข้อมูลอาจมีการแยกประเภท หรือจัดกลุ่มเอาไว้ แต่ยังไม่ผ่านการจัดระเบียบหรือกลั่นกรอง ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ข้อมูล เป็นข้อมูลดิบที่รอการประมวลผลเพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวสาร

Information : 

ข้อมูลที่ถูกประมวลผลแล้ว ถูกกลั่นกรอง ถูกจัดระเบียบ มีความหมายและมีประโยชน์

ต่อผู้รับ

Knowledge :

ข้อมูลหรือข่าวสารที่ถูกจัดระเบียบ และนำพามาซึ่งความเข้าใจ, ประสบการณ์, หรือการเรียนรู้จากสิ่งที่ผ่านมา และความเชี่ยวชาญ

 

มุมมองเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ ( Information system : IS) 

แสดงให้เห็นเกี่ยวกับมุมมองของ IS 3 ด้าน

1. ด้านกายภาพ (physical) หมายถึง มุมมองทางด้านการจัดเก็บข่าวสาร (storing information) ว่าคุณจะ

ออกแบบวิธีการจัดเก็บอย่างไร เช่น จัดเก็บข่าวสารหรือข้อมูลของคุณลงใน disks หรือสื่อชนิดอื่น

2. ด้านกระบวนการ (procedure) หมายถึง กระบวนการหรือวิธีการที่จะประมวลผลข้อมูล ให้ได้มาซึ่ง

ความถูกต้อง มั่นยำ เที่ยงตรง

3. ด้านกฎหรือวิธีการในการเผยแพร่ข่าวสาร (Rules regarding/distribution) คุณต้องแน่ใจว่าได้ส่งมอบ

ข่าวสาร หรือนำเสนอข่าวสารได้ตรงกับบุคคลที่ต้องการจะใช้มัน (เอาไปใช้ได้ถูกคน : ensure it is used by

the right people) ถ้าข่าวสารของคุณถึงแม้ว่าจะดีแค่ไหน แต่นำเสนอผิดคน ข่าวสารนั้นก็จะไม่เกิด

ประโยชน์ต่อผู้ใช้

 

Note : อย่ามอง IS เป็นเพียงแค่การประมวลผลข้อมูล เพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวสาร เท่านั้น

 

คำจำกัดความของระบบสารสนเทศ ( Information system : IS)

Information system (IS) : 

เป็นกลไกที่จะช่วยให้คนสามารถเก็บรวบรวม (collect),จัดเก็บ (store), จัดระเบียบ (organize), และใช้ข่าวสาร (use information) ทำให้สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นระบบ ง่ายต่อการจัดการ ซึ่งกลไกในการจัดการ IS อาจจะนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการจัดการด้วยหรือไม่ก็ได้ (แต่หลัก ๆ แล้ว มักจะใช้ computers ช่วย) , IS มีความหมายในเชิงกว้าง

การจัดการระบบข่าวสาร (IS) สามารถจัดการด้วยระบบมือได้ (manual) แต่ช้าและมีข้อผิดพลาดมาก ถ้าจะใช้ดีก็คือนำคอมฯ เข้ามาช่วย

Information Technologies (IT) :

การนำอุปกรณ์ หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วย เข้ามา support ในการประมวลผล หรือจัดการกับข่าวสาร (เน้นทางด้านอุปกรณ์) ซึ่ง IT จะเป็นตัวเข้ามาช่วย หรือมา support IS

 

Note : IT มีความหมายในเชิงแคบ ส่วน IS มีความหมายในเชิงกว้าง

 

วัตถุประสงค์หลักของระบบข่าวสาร (IS)

นำเสนอข่าวสาร / ส่งมอบข่าวสาร ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้

 

2. System and Modeling Concepts

 

แนวคิดเรื่องระบบสารสนเทศพื้นฐาน (Fundamental Information System Concept)

จากแนวคิดเรื่อง “ระบบ(System Concept)” มาเป็นรากฐานของ “ระบบสารสนเทศ”

ซึ่งในการที่จะทำงานกับ ระบบสารสนเทศ จะต้องเข้าใจแนวคิดอื่นๆ ของเทคโนโลยี 3 ประการ ได้แก่ ต้องรู้เรื่อง โปรแกรมประยุกต์ การพัฒนา และ การจัดการระบบสารสนเทศ

 

แนวคิดเรื่องระบบ (System Concept)

ระบบ เป็นกลุ่มข้อมูลส่วนย่อย (Elements) ที่เกี่ยวพันกันหรือทำงานร่วมกันเพื่อประกอบให้เป็นหนึ่งเดียว บางครั้งเรียกว่า ระบบพลวัต(Dynamic System) ประกอบด้วยส่วนประกอบพื้นฐาน 3 อย่างคือ

1. การนำเข้า/ข้อมูลนำเข้า (Input)

2. การประมวลผล (Process)

3. การส่งออก/ข้อมูลออก/การแสดงผล/ผลลัพธ์ (Output) 

 

ผลป้อนกลับและการควบคุม (Feedback and Control)

ผลป้อนกลับ/ผลสะท้อน/ผลส่งกลับ (Feedback) เป็นข้อมูลเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของระบบ

การควบคุม (Control) เป็นการเฝ้าสังเกตและการประเมินผลป้อนกลับว่าระบบได้ดำเนินไปใกล้เป้าหมายหรือไม่

ส่วนประกอบของระบบสารสนเทศ (Components of an Information Systems)

ฮาร์ดแวร์

ซอฟต์แวร์

บุคลากร

ข้อมูล

เครือข่าย

 

ทรัพยากรฮาร์ดแวร์ (Hardware Resources)

อุปกรณ์กายภาพ (Physical Devices) และวัตถุดิบที่ใช้ในการประมวลผลสารสนเทศ ซึ่งนอกจากเครื่องจักร (Machine) เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ แล้วยังรวมถึงสื่อข้อมูล (Data Media)

ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer Systems) ประกอบด้วย หน่วยประมวลผลกลางที่ประกอบด้วยไมโครโปรเซลเซอร์และอุปกรณ์รอบข้างที่หลากหลายเชื่อมต่อกัน เช่น ระบบไมโครคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ระดับกลาง และระบบคอมพิวเตอร์เมนเฟรม

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์รอบข้างหรืออุปกรเชื่อมต่อ (Computer Peripherals) เป็นอุปกรณ์ต่างๆ เช่น คีย์บอร์ดหรือเมาส์สำหรับการป้อนข้อมูลและออกคำสั่ง จอภาพหรือเครื่องพิมพ์สำหรับแสดงสารสนเทศ จานแม่เหล็กหรือจานนำแสงสำหรับบันทึกข้อมูล

 

ทรัพยากรซอฟต์แวร์ (Software Resources)

ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) เช่น โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Operating System) ซึ่งควบคุมและสนับสนุนการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์

ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) เป็นโปรแกรมสั่งประมวลผลสำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์เฉพาะอย่างโดยผู้ใช้ เช่น โปรแกรมวิเคราะห์การขาย โปรแกรมเงินเดือน โปรแกรมประมวลผลคำ เป็นต้น

กระบวนคำสั่ง (Procedure) เป็นคำสั่งปฏิบัติการสำหรับผู้ที่จะใช้ระบบสารสนเทศ เช่น คำสั่งสำหรับการจัดฟอร์มกระดาษ หรือการใช้ซอฟต์แวร์โปรแกรมสำเร็จรูป

 

ทรัพยากรข้อมูล (Data Resources)

ข้อมูลเป็นมากกว่าวัตถุดิบของระบบสารสนเทศ เป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งขององค์กร

ดังนั้นควรมีทรรศนะต่อข้อมูลว่าเป็นทรัพยากรที่ต้องมีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้ในองค์กร

ข้อมูลอาจอยู่ในหลายรูปแบบ ทั้งข้อมูลตัวอักขระที่ประกอบด้วยตัวเลขและตัวอักษรข้อมูลแบบถ้อยความ ( Text) ประกอบด้วยประโยคและวรรคตอนที่ใช้ในการเขียนเพื่อสื่อสาร ข้อมูลภาพ (Image)

 

ทรัพยากรข้อมูลของระบบสารสนเทศโดยปกติจะรวบรวมเป็น

ฐานข้อมูล (Databases) ที่เก็บข้อมูลที่ประมวลผลและจัดระเบียบแล้ว

ฐานความรู้ (Knowledge Bases) ที่เก็บความรู้ในรูปแบบหลากหลาย เช่น ข้อเท็จจริง กฎระเบียบ และกรณีศึกษาตัวอย่างเกี่ยวกับความสำเร็จของธุรกิจ เป็นต้น

 

ทรัพยากรเครือข่าย (Network Resources)

เครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต และเอ็กซ์ทราเน็ต

กลายเป็นส่วนสำคัญสำหรับความสำเร็จในการปฏิบัติงานทุกประเภทขององค์กร

 

แนวความคิดเรื่องเครือข่ายที่เน้นเครือข่ายการติดต่อสื่อสาร

สื่อการติดต่อสื่อสาร (Communications Media) ตัวอย่างเช่น สายคู่บิดเกลียว/สายทวิชแพ (Twisted-pair) สายโคแอคเซียล (Coaxial) สายใยแก้วนำแสง/สายไฟเบอร์ออฟติค (Fiber-optic) ระบบไมโครเวฟ และระบบการติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียม

การสนับสนุนเครือข่าย (Network Support) ประกอบด้วย บุคลากร ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และข้อมูลที่สนับสนุนการปฏิบัติงานและการใช้งานเครือข่ายสื่อสารโดยตรง ตัวอย่างของหน่วยประมวลผลสื่อสาร เช่น โมเด็ม และหน่วยประมวลผลเชื่อมโยงเครือข่าย และซอฟต์แวร์ควบคุมการสื่อสาร เช่น ระบบปฏิบัติการเครือข่าย และโปรแกรมอินเทอร์เน็ตบราวเซอร์

 

ทรัพยากรบุคคล

ผู้เชี่ยวชาญ นักวิเคราะห์ระบบ โปรแกรมเมอร์ และผู้ควบคุมการทำงาน

ผู้ใช้ ผู้ที่ใช้ระบบสารสนเทศ

 

 

ระบบสารสนเทศในปัจจุบันจะทำงานอยู่บนพื้นฐานของ CBIS (Coputer-Base Information System)

 

Note : CBIS คือระบบข่าวสารที่ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในการประมวลผล ใช้ทำงานเพียงบางอย่างหรืออาจจะทั้งหมด ตามงานที่เราตั้งใจ

 

 

3. Information Systems VS Business Information Systems

 

ระบบสารสนเทศ (Information System)

เป็นการจัดการที่รวบรวมเอา บุคลากร ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เครือข่ายการสื่อสาร และทรัพยากรข้อมูลเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารภายในองค์กร

 

Note : ระบบสารสนเทศจะ support การทำงานของบุคคล และเป้าหมายขององค์กร จึงเปรียบเสมือนกล่องดวงใจขององค์กร

 

 

แนะนำระบบสารสนเทศในงานธุรกิจ (Introduction to Information Systems in Business)

 

อะไรที่คุณจะต้องรู้เกี่ยวกับ IS และ IT

CEO ของ บ.ไซม่อนแอนสครัชเตอร์ กล่าวว่า ” ผมต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี

สารสนเทศที่เปลี่ยนแปลงธุรกิจของเรา และผมต้องการแน่ใจว่าองค์กรของเราใช้เทคโนโลยีอย่างได้ผล ดังนั้น ผมยอมทุ่มเทเวลาเพื่อพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีใหม่... ผมยังคาดหวังว่า CIO ของผมจะมีมุมมองที่แข็งแกร่งในเรื่องของเทคโนโลยีและผู้จัดการในสายงานของผมจะเข้าใจในเทคโนโลยีและสามารถใช้งานได้อย่างดี” ที่กล่าวมาเป็นคำพูดของ โจนาทาน นิวคอมบ์ ประธานและ CEO

แม้กระทั่งประธานระดับสูงหรือผู้จัดการก็ต้องมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในการปรับใช้ระบบ

สารสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศในการแก้ปัญหาด้านธุรกิจ

โดยแท้จริงแล้ว ความมั่นคงของธุรกิจขึ้นอยู่กับผู้จัดการและพนักงานทั้งหมดที่จะจัดการกับ

เทคโนโลยีสารสนเทศของพวกเขา

ดังนั้นคำถามที่สำคัญสำหรับผู้ใช้หรือผู้จัดการ คือ “ อะไรที่คุณต้องการจะรู้ในการจัดการ

เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล และเน็ตเวิร์ค สำหรับกำหนดกลยุทธ์เพื่อความสำเร็จของบริษัทคุณ”

 

Note : CEO (Chief Executive Officer) , CIO (Chief Information Officer) 

 

 

กรอบงานสำหรับใช้ระบบสารสนเทศในงานธุรกิจ (Framework for Business End User)

คุณจะสามารถใช้ IS ในเชิงธุรกิจได้นั้น คุณต้องมีความรู้และความเข้าใจใน 5 ประการหลักต่อไปนี้

 

- พื้นฐานแนวความคิด (Foundation Concepts)

- เทคโนโลยี (Technology)

- การประยุกต์ใช้ (Application)

- การพัฒนา (Development)

- การจัดการ (Management)

 

ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ (Perspective)

มุมมองผู้ใช้ (End User Perspective)

ผู้ใช้ : จะหมายถึง ใครก็ตามที่ใช้ระบบสารสนเทศหรือเทคโนโลยีสารสนเทศในขั้นตอนการทำงาน จะ เรียกว่า ผู้ใช้ (End User) โดยแยกออกเป็นกลุ่มย่อยๆ คือ

1) กลุ่มบุคคลที่มีความชำนาญในระบบสารสนเทศ (Information System Specialists ) ได้แก่ นักวิเคราะห์ระบบหรือนักเขียนโปรแกรมมืออาชีพ

2) กลุ่มผู้ใช้งานการจัดการ ได้แก่ ผู้จัดการ ผู้ประกอบการ หรือผู้บริหารมืออาชีพที่ใช้ระบบสารสนเทศในการจัดการ

 

ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร คุณสามารถเพิ่มโอกาสเพื่อความสำเร็จได้โดยการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ องค์กรมักต้องการบุคคลที่สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านระบบเครือข่าย เพื่อเพิ่มผลผลิต 

 

มุมมองขององค์กร ( Enterprise Perspective)

ระบบสารสนเทศระหว่างเครือข่ายมีบทบาทต่อความสำเร็จทางธุรกิจขององค์กรเป็นอย่างมาก เช่น อินเทอร์เน็ต, และเครือข่ายภายในที่มีการทำงานเหมือนอินเทอร์เน็ต ที่เรียกว่า อินทราเน็ต (Intranet) และเครือข่ายการจัดการระหว่างองค์กร (Interorganizational) ที่เรียกว่า เอ็กซ์ทราเน็ต (Extranet) ซึ่งสามารถจะเตรียมข้อมูลที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในความต้องการของธุรกิจสำหรับการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ การจัดการที่มีประสิทธิภาพและได้เปรียบเหนือคู่แข่ง

ทั้งนี้เพราะระบบสารสนเทศพื้นฐานคอมพิวเตอร์ (Computer-based Information Systems) ที่เกี่ยวพันกับเทคโนโลยีสารสนเทศ การออกแบบ การปฏิบัติงาน และการใช้ของบุคคลในแต่ละขององค์กร ดังนั้น ความสำเร็จของระบบสารสนเทศนั้นจะต้องมีทั้ง Efficiency และ Effectiveness

 

Note :

ประสิทธิภาพ (Efficiency ) = (output / input)

เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุดโดย การดูที่ Output ที่ได้ วัดได้จากปริมาณการใช้

ทรัพยากรในการนำเข้าสู่ระบบ (inputs) กับปริมาณที่กลายมาเป็นผลลัพธ์ (outputs) ทรัพยากรเป็น

ทรัพยากรที่มีอยู่ระบบอย่างจำกัด เช่น ใช้วัสดุในการผลิตน้อยชิ้นแต่ผลิตได้ผลลัพธ์จำนวนมาก จัดได้ว่า

กระบวนการมีประสิทธิภาพ ใช้วัสดุได้คุ้มค่า

ประสิทธิผล (Effectiveness) = (outcome / input)

เป็นการวัดความความพึงพอใจโดยการดูที่ Outcome ที่ได้ ว่าการทำงานนั้นบรรลุเป้าหมาย

หรือไม่ สิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราปฏิบัติ ไปถึงเป้าหมายได้มากน้อยแค่ไหน ประสิทธิผล (Effectiveness) จะ ต้องสร้างความพึงพอใจให้กับธุรกิจ และกลุ่มคน หรือตัวอย่างของการทำงานเสร็จเร็วกว่ากำหนด ก็จัดได้ว่ามีประสิทธิผล

 

 

สังคมสารสนเทศโลก (Global Information Society)

สังคมสารสนเทศโลก เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกที่จะเพิ่มขึ้นตามการสร้างสรรค์ การจัดการ และการเผยแพร่ทรัพยากรสารสนเทศผ่านการเชื่อมต่อเครือข่ายโลก เช่น อินเทอร์เน็ต

ผู้คนเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรมาสู่อาชีพการบริการหรือพนักงานที่มีความรู้ (Knowledge Workers)

ผลกระทบทั้งอดีตและอนาคตของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อธุรกิจ บุคคล และสังคม ใน

ในช่วงแรกของการใช้เทคโนโลยีในสังคมโลกจะ เป็นช่วงของเมนเฟรม มินิคอมพิวเตอร์ ไมโครคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์การสื่อสารโทรคมนาคม

และปัจจุบันขณะนี้พวกเรากำลังอยู่ในในช่วงเทคโนโลยีสารสนเทศที่เชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างองค์กร (Internetworking Enterprise) ได้แก่ อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ๊กซ์ทราเน็ต และเครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคมที่สร้างสังคมเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งโลก (Global Internetworked Society)

 

4. Why Study Information System?

 

ทำไมระบบสารสนเทศจึงมีความสำคัญ? - ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศกลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของ ความสำเร็จในธุรกิจ

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้จัดการ ผู้ประกอบการ หรือนักธุรกิจมืออาชีพ ระบบสารสนเทศเป็นสิ่งที่สำคัญที่คุณจะต้องมีพื้นฐานความเข้าใจเหมือนที่คุณเข้าใจสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

 

5. Roles of IS in the Organization

 

ทำไมธุรกิจจึงต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ?

เทคโนโลยีสารสนเทศมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามมาตรฐานของธุรกิจ การบริการลูกค้า การปฏิบัติงาน สินค้า และกลยุทธ์ทางการตลาด ปัจจุบันคอมพิวเตอร์นั้นสามารถสนับสนุนการใช้งานได้ทั้งที่โต๊ะทำงาน ห้างร้าน คลังสินค้า หรือแม้กระทั้งในกระเป๋าเอกสาร เทคโนโลยีสารสนเทศจึงกลายมาเป็นส่วนประจำวันของชีวิตธุรกิจ

 

สาเหตุเบื้องต้นสำหรับการใช้ “เทคโนโลยีสารสนเทศในธุรกิจ” แบ่งออกเป็น 3 บทบาทสำคัญดังรูปด้านล่าง

 

 

เหตุผลของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ?

 

1. การเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ(Increasing Value of IT)

- การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจทุกวันนี้ ทำให้ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยี

สารสนเทศกลายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ

- ช่วยดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย อันประกอบไปด้วย การประมวลผลระหว่างเครือข่าย การใช้เครือข่ายระหว่างองค์กร การสื่อสารไร้พรหมแดน การยกเครื่องทางธุรกิจ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความเหนือกว่าคู่แข่งขัน นั่นเป็นสาเหตุหลักว่าทำไมทุกวันนี้ธุรกิจจึงต้องการเทคโนโลยีสารสนเทศ 

 

2. การใช้คอมพิวเตอร์ระหว่างเครือข่าย (Internetworking of Computing)

- เครือข่าย เป็นหนึ่งในทิศทางที่สำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ

- จากเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กสู่เครื่องเมนเฟรมขนาดใหญ่ กลายเป็นระบบเครือข่ายหรือการเชื่อมต่อภายใน อันได้แก่ อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต และเครือข่ายโทรคมนาคมอื่นๆ

- เครือข่ายนี้กระจายความสามารถให้คอมพิวเตอร์ในการจัดการภายในองค์กรได้ทั้งหมด

โดยทำงานแบบแม่ข่ายลูกข่ายหรือผู้รับบริการผู้ให้บริการหรือไคลเอ้นท์เซิร์ฟเวอร์ (Client/S erver) ที่เชื่อมต่อเครื่องลูกข่ายของผู้ใช้ (Client) เข้ากับแม่ข่าย (Server) เพื่อการใช้ข้อมูล โปรแกรม และฐานข้อมูลร่วมกัน

- แนวโน้มที่จะลดขนาด (Downsizing) ของระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่

 

3. เครือข่ายระหว่างองค์กร (The Internetworked Enterprise)

- ธุรกิจในปัจจุบันกลายเป็นเครือข่ายระหว่างองค์กร โดยใช้อินเทอร์เน็ต หรือเครือข่ายที่ทำงานคล้ายกับการทำงานของอินเทอร์เน็ตภายในบริษัท ( อินทราเน็ต) และยังมีการส่งผ่านระหว่างบริษัทหรือไปยังหุ้นส่วน ( เอ็กซ์ทราเน็ต) รวมถึงเครือข่ายอื่นๆ ด้วย

- พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce) หรือที่รู้จักกันในชื่อ E-Commerce เป็นการซื้อการขาย การตลาด การบริการสินค้า งานการให้บริการ และข้อมูลสารสนเทศบนเครือข่าย ทุกขั้นตอนของการ

ค้าขาย รวมทั้งสื่อมัลติมีเดียในการโฆษณา ข้อมูลผลิตภัณฑ์สินค้า การช่วยเหลือลูกค้าบน WWW ความ

ปลอดภัยของระบบกลไกการจ่ายเงิน ตัวอย่างของ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น การใช้เว็บเพจที่มีสื่อมัล

ติมิเดียแสดงรายการสินค้าบนอินเทอร์เน็ตมีเอ็กซ์ทราเน็ตที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงในฐานข้อมูลรายการสินค้า

และใช้อินทราเน็ตรวมกันของพนักงานขาย

- ระบบการทำงานร่วมกัน (Enterprise Collaboration Systems) จะเกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องมือสำหรับการทำงานเป็นกลุ่ม (Groupware Tools) เพื่อรองรับการสื่อสาร การประสานงาน และการทำงานร่วมกัน

ของสมาชิกในเครือข่าย ตัวอย่างเช่น พนักงานและที่ปรึกษาภายนอกอาจมีการทำงานร่วมกันทาง

อินทราเน็ต หรือใช้อินเทอร์เน็ตในการส่งอีเมล์ การประชุมทางไกล (Videoconferencing) การสนทนาใน

กลุ่มโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่อมัลติมีเดียบนเว็บเพจ

 

4. ยุคโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Globalization and IT)

- หลายๆ บริษัทอยู่ในขั้นตอนการทำงานของยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) กลายเป็น

องค์กรระหว่างเครือข่ายโลก (Internetwork Global Enterprise)

ตัวอย่างเช่น : การขยายตลาดออกไปทั่วโลกสำหรับสินค้าและบริการ การร่วมเป็นพันธมิตรกับหุ้นส่วนทั่วโลก และการต่อสู้กับคู่แข่งเพื่อลูกค้าจากทุกมุมโลก

 

5. การปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจ

‘ เมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาแทนที่ความพยายามของมนุษย์ มนุษย์จะพยายามให้ระบบทำงานตามขั้นตอนอย่างอัตโนมัติ เรียกว่า “BPA (Business Process Automation) “ หมายถึง การปรับปรุงระบบงานให้เป็นระบบอัตโนมัติ โดยนำอุปกรณ์คอมหรือเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่สิ่งที่เป็น Manual ,คล้ายกับการเปลี่ยนโถส้วมจากแบบนั่ง เป็นแบบกดชักโครก

 

เมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มพูนความพยายามให้มนุษย์ มนุษย์จะพยายามลดขึ้นตอนการทำงาน เรียกว่า “ BPI (Business Process Improvement) หมายถึง การปรับปรุงเรื่องของ process , Function การทำงาน เพื่อให้กระบวนการทำงานดีขึ้น ตัดขั้นตอนที่พุ่มเฟือย หรือไม่จำเป็นทิ้งไป แต่ output ได้คงเดียว ในเวลาที่เร็วขึ้น

เมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ ก็จะต้องทำการปรับเปลี่ยนชุดของงาน(ทีมงาน)หรือขั้นตอนการทำงาน เรียกว่า “BPR (Business Process Reengineering) หมายถึง การโล๊ะของเดิมทั้งหมด ให้เริ่มทำใหม่ เช่นระบบห้องสมุด

 

 

ไมเคิล แฮมเมอร์ ผู้นำในการปรับเปลี่ยน กล่าวว่า “ คิดใหม่ ออกแบบใหม่อีกครั้งสำหรับขั้นตอนการทำงานของธุรกิจเพื่อให้ประสบความสำเร็จ เช่น ต้นทุน คุณภาพ การบริการ และความรวดเร็ว”

EX:

บทบาทเก่า : ผู้จัดการเป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมด

เทคโนโลยีสารสนเทศ : เครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจ ( การเข้าถึงฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์แบบจำลอง)

บทบาทใหม่ : การตัดสินใจในส่วนของงานสำหรับทุกคน

 

บทบาทเก่า : ผู้ชำนาญที่สามารถจัดการกับงานที่ซับซ้อนได้เท่านั้น

เทคโนโลยีสารสนเทศ : ระบบผู้ชำนาญงาน

บทบาทใหม่ : บุคคลทั่วไปสามารถทำงานของผู้เชี่ยวชาญได้

 

 

6. เทคโนโลยีสารสนเทศกับความได้เปรียบคู่แข่งขัน Competitive Advantage with IT)

- กลยุทธ์ด้านต้นทุน (Cost Strategies)

- กลยุทธ์ด้านความแตกต่าง (Differentiation Strategies)

- กลยุทธ์ด้านนวัตกรรม (Innovation Strategies)

 

 

บทบาทพื้นฐานหลักของระบบสารสนเทศที่มีต่อความสำเร็จขององค์กรธุรกิจ

ประกอบด้วย 3 บทบาท ได้แก่

1. สนับสนุนการประมวลผลและการดำเนินงานของธุรกิจ

2. สนับสนุนการตัดสินใจของฝ่ายจัดการ

3. สนับสนุนกลยุทธ์เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน

ซึ่งระบบสารสนเทศที่ support งานทั้ง 3 ด้านนี้ มีดังนี้

1. สนับสนุนการประมวลผลและการดำเนินงานของธุรกิจ (Operations Support Systems :OSS)

1.1. ระบบประมวลผลรายการเปลี่ยนแปลง (Transaction Processing Systems : TPS)

1.2. ระบบการควบคุมการประมวลผล (Process Control Systems)

1.3. ระบบความร่วมมือองค์กร ( Enterprise Collaboration Systems)

2. สนับสนุนการตัดสินใจของฝ่ายจัดการ (Management Support Systems : MSS)

2.1 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems : MIS)

2.2 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems : DSS)

2.3 ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหาร (Executive Information Systems : EIS)

 

*ระบบสารสนเทศอื่นๆ (Other Classifications of Information Systems)

2.4 ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems)

2.5 ระบบการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management Systems)

 

3. สนับสนุนกลยุทธ์เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน (Strategic Information Systems :SIS)

อาจเป็นระบบสารสนเทศใดก็ได้ที่อยู่ในกลุ่มของ OSS กับ MSS ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาสินค้า บริการ และการทำให้ธุรกิจมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขันในตลาดโลก หรืออาจจะเป็น

3.1 ระบบสารสนเทศเชิงธุรกิจ (Business Information Systems)

สนับสนุนทั้งปฏิบัติการและการจัดการของธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการฝ่ายการตลาดต้องการสารสนเทศของยอดขายและแนวโน้มจากระบบสารสนเทศการตลาด ผู้จัดการฝ่ายการเงินต้องการสารสนเทศเรื่องต้นทุนการเงินและผลตอบแทนการลงทุนจากระบบสารสนเทศการเงิน ดังนั้นระบบสารสนเทศเชิงธุรกิจได้จัดเตรียมผลิตภัณฑ์สารสนเทศที่หลากหลายให้แก่ ผู้จัดการ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจตามแต่ละหน้าที่ทางธุรกิจที่รับผิดชอบ

3.2 ระบบสารสนเทศแบบบูรณาการ (Intergrated Information Systems)

เป็นการบูรณาการโดยรวบรวมระบบสารสนเทศหลายประเภทเข้าด้วยกัน หรือแบบทำได้หลายหน้าที่ (Cross-functional)

 

Note : ระบบสารสนเทศส่วนใหญ่ ถูกออกแบบให้ผลิตสารสนเทศและสนับสนุนการตัดสินใจใน หน้าที่ทางธุรกิจและการจัดการในหลายๆระดับ เช่น ระบบเงินเดือนเป็นการประมวลผลเวลาทำงานพนักงานจากบัตรลงเวลาและพิมพ์เช็คเงินเดือนให้พนักงานซึ่งเป็นระบบประมวลผลรายการเปลี่ยนแปลง ระบบสารสนเทศที่ใช้ข้อมูลเงินเดือนในการผลิตรายงานวิเคราะห์แรงงานแสดงผลต่างและแนวโน้มต้นทุนค่าแรง

 

สรุป (Summary)

แนวคิดและคำนิยาม (Information System :Concepts and Definitions) 

คุณลักษณะของระบบสารสนเทศ

? ในองค์กรหนึ่ง ๆ สามารถมี IS หลายประเภทที่แตกต่างกัน

? ข้อมูลจะถูกรวบรวม นำข้อมูลที่เป็นอิสระมาเชื่อมโยงกัน

? ระบบสารสนเทส “ที่มีการเชื่อมต่อ” หมายถึง ระบบที่ใช้ electronic networks ผู้คนสามารถสื่อสารและข้าถึงข้อมูลขององค์กรได้

? ระบบสารสนเทศในองค์กรขนาดใหญ่ (Enterprise) หรือการเชื่อมต่อระบบระหว่างองค์กร ( Interorganization) ระบบที่เชื่อมต่อนั้นอาจจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของชนิดการเชื่อมต่อ

? ระบบที่มีความแตกต่างกัน สามารถเชื่อมต่อกันได้

? การจัดการทรัพยากรสารสนเทศ (Information resource) ต้องถูกจัดการโดยฝ่ายระบบสารสนเทศ (Information System Department :ISD) และพนักงานที่มีหน้าที่ทำงานในหน้าที่นั้น ๆ ( Users in functional units)

 

ระบบสารสนเทศมีความสำคัญต่อองค์กรดังนี้

ก่อให้เกิดความสำเร็จของธุรกิจ เช่น การทำงานบัญชี การเงิน การปฏิบัติการจัดการ การตลาด และการจัดการทรัพยากรมนุษย์

ช่วยให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ เช่น ช่วยพนักงานเพิ่มผลผลิตและมีกำลังใจ ช่วยในด้านการบริการลูกค้าให้เกิดความพึงพอใจ

ทรัพยากรสารสนเทศช่วยส่งเสริมสำหรับการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วยในการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีการแข่งขัน ทำให้องค์กรสามารถวางแผนเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในโลกของการแข่งขัน

เป็นทรัพยากรหลักขององค์กรที่ช่วยในการจัดการทำงบประมาณในการดำเนินธุรกิจ

มีความสำคัญและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ช่วยให้โอกาสในการประกอบอาชีพแก่คนจำนวนมาก

“““““““““

 

 

 

 

สัปดาห์ที่ 1 (3 คาบหลัง)

 

 

 

หัวข้อ (Topic) General Issue in Information System Management of Organization

Managing in the Information Age and Strategic Importance of IT

1. How Organizations Use Information / IT Organizations

2. IT Management Challenges and Issues

3. การจัดการการเจริญเติบโตของ IT ในองค์กร (Managing Mature IT Organizations)

Information System Department (ISD)

 

 

General Issue in Information System Management of Organization 

ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการทำงานของกลุ่มคนในองค์กร

1. สนับสนุนระดับปฏิบัติการ (Operational)

ระบบที่ใช้ Operational คือ เจ้าหน้าที่ระดับพนักงาน ที่ปฏิบัติงานประจำวันภายในองค์กร

(Day-to-day operations of an organization)

2. สนับสนุนระดับบริหารจัดการ (Managerial)

ใช้กับผู้บริหารระดับกลาง วางแผนระยะสั้น เช่น บัญชีควบคุมเงิน โรงงาน ควบคุมการผลิต ใช้สถิติในการวิเคราะห์ โดยเตรียมประเภทของการ support เช่น สถิติโดยรวม รายงานพิเศษ การวิเคราะห์เปรียบเทียบ

3. สนับสนุนระดับกลยุทธ์ (Strategic)

ระบบกลยุทธ์ ทุกหน่วยงานมีกลยุทธ์ของตน เพราะเราต้องพยายามหนีคู่แข่ง เช่น

- Intel ลงทุนมหาศาลในการผลิต chip ซึ่งคนอื่นลงทุนแข่งไม่ได้

- Lotus ก็เช่นกัน

- ในอดีต bank กรุงเทพฯ มีสาขามาก ถือว่าชนะคู่แข่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ระบบข่าวสาร สนับสนุนการทำงานของคนในองค์กร

 

ระบบสารสนเทศและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Information Systems & People)

การแสดงข้อมูลข่าวสารบนระบบ Web Base สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้ เช่น

- ธุรกิจใหม่ ๆ สามารถอยู่บน EC ได้

- ใช้ในการสื่อสาร

- ใช้เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด

- ต่อรองกับคนขายได้

 

การจำแนกประเภทของระบบสารสนเทศ (Classifications of Information Systems)

สามารถจำแนกได้ 4 ประเภท

1. จำแนกตามโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure)

2. จำแนกตามหน้าที่การทำงาน (Functional Area)

3. จำแนกตามการเตรียมการสนับสนุน (Support Provided)

4. จำแนกตามสถาปัตยกรรม (System Architecture)

 

1. จำแนกตามโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure)

สำหรับองค์กร จะมีการจัดผังแบบแผนก ทีม หรือหน่วยงาน ตัวอย่างเช่น จะมีแผนกทรัพยากรบุคคล แผนกการเงิน บัญชี ลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งจัดเป็นองค์ประกอบโครงสร้างขององค์กร

อีกแนวหนึ่งของการจัดกลุ่มตามโครงสร้างองค์กร คือ จะมีการค้นหาข้อมูลข่าวสาร ที่ใช้สำหรับสำนักงานใหญ่ สำหรับแผนก และบุคคล แต่ละระบบจะเป็นแบบ Stand Alone

การใช้ระบบสารสนเทศสำหรับแผนกนั้น จะขึ้นอยู่กับความถี่ของการใช้โปรแกรมในการทำงานในส่วนนั้น ๆ ในองค์กรขนาดใหญ่ อาจมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน เช่นระบบข่าวสารทีเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล จะเรียกว่า ระบข่าวสารทรัพยากรมนุษย์ และบุคคลก็จะมีการประสานงานกับทุกแผนก การออกแบบ IS อาจมี มี 2 Option คือ เพื่อให้ใช้งานแบบ divisional(ออกแบบเป็นระบบย่อย) หรือ centralized (ออกแบบเป็นระบบศูนย์กลาง) ซึ่งเราสามารถนำระบบ Enterprise information systems (EIS) ไปประยุกต์ใช้ ได้กับทุกแผนก นอกจากนี้ระบบ Interorganizational systems ยังใช้ เป็นระบบที่เชื่อมต่อองดค์กรระหว่าง 2 แห่ง หรือมากกว่านั้น และมีผลประโยชน์ระหว่างธุรกิจร่วมกัน เช่น การใช้ E-commerce ผ่านทาง Extranet

 

2. จำแนกตามหน้าที่การทำงาน (Functional Area)

เช่น งานตามหน้าที่ต่อไปนี้

? The accounting information system : ระบบสารสนเทศด้านบัญชี

? The finance information system : ระบบสารสนเทศด้านการเงิน

? The manufacturing (operations/production) information system : ระบบสารสนเทศด้านการผลิต / โรงงาน

? The marketing information system : ระบบสารสนเทศด้านการตลาด

? The human resources management information system : ระบบสารสนเทศด้านบุคลากร

 

3. จำแนกตามการเตรียมการสนับสนุน (Support Provided)

? Transaction processing system (TPS) : ระบบประมวลผลรายการ สนับสนุนงานที่มีกิจกรรมซ้ำ ๆ หรืองานเสมียน (support สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ )

TPS : จะสนับสนุนการประมวลผลรายการเคลื่อนไหวต่าง ๆ , การตรวจสอบ การเก็บรวบรวบ การประมวลผล และกระจายข่าวสารสำหรับใช้ในระบบ , TPS มีความสำคัญต่อองค์กรมาก เช่น การเดินรายการของ bank , พนักงานบางคนทำงานที่เป็นรายการปรับปรุงเร็วมาก คนอื่นก็จะเข้า Queue คอยใช้บริการตลอด ทำให้เป็นการเพิ่มภาระงานของเขามากขึ้น , ในขณะที่อีกคน process แฟ้มรายการช้า เขาก็จะทำงานได้ช้ากว่าอีกคนหนึ่ง (ซึ่ง ณ. จุดนี้ เวลาพิจารณาเงินเดือน ผู้บริหารก็ได้ข่าวสารในส่วนนี้ไม่ครบ เพราะไม่มีคนมานั่งเฝ้าเวลาทำงาน ) , TPS จะมีการเดินรายการทุกวัน

 

 

ลักษณะของการใช้โปรแกรม TPS

? ป้อนข้อมูลเข้าสู่โปรแกรม

? ระบบจะประมวลผลตามเงื่อนไขที่กำหนด

? ระบบ TPS จะมีการรวบรวมข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ตามความถี่ของงานในแต่ละวัน งาน TPS มักจะเป็นแบบ real time

? การปฏิบัติงานทางด้านการเงิน บัญชี และอื่น ๆ ที่ต้องเผชิญกับ งานกิจวัตรประจำวันทางธุรกรรมขององค์กร เช่น การจ่ายเงินเดือนลูกจ้างอย่างสม่ำเสมอ รายการข้อมูลลูกค้า ตำแหน่ง การซื้อ ใบสั่งซื้อ เอกสารต่าง ๆ เป็นรายการธุรกรรมบางส่วนขององค์กร ซึ่งอาจยังใช้แรงงานคนอยู่

? TPS ส่วนมากจะมีวงจรแค่ภายในบริษัทเท่านั้น

 

? Management information system (MIS) : สนับสนุนผู้บริหารระดับกลาง , support หน้าที่และกิจกรรมหลักของผู้จัดการ

หน้าที่ของระบบ MIS

- เป็นระบบสารสนเทศที่มีความสำคัญ ต่อความเชื่อมั่นในการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อสร้างประสิทธิภาพ

- MIS จะทำให้เรารู้ว่าธุรกิจของเรามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน , ใช้ในการวางแผนและควบคุมการทำงาน

- หน้าที่ของ MIS คือ การจัดเตรียมข่าวสารเมื่อสิ้นงวด เช่น ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน

- MIS ที่อยู่ตามหน่วยงานจะมีการใช้ MIS หลายแบบ เช่น ใช้แบบสิ้นเดือนหรือสิ้นงวด (Periodic) และเมื่อสิ้นเดือนหรือสิ้นปีก็จะตรวจสอบว่า การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพหรือไม่

- ใช้ข้อมูล MIS ในการวางแผน ตรวจสอบ และควบคุม เช่น ใช้กำหนดเป้าหมายในการขาย

? Knowledge management system (KMS) : เพื่อไม่ให้ความรู้สูญหายและ นำไปพัฒนาระบบ ES

? Office automation system (OAS) : สนับสนุนการทำงานของพนักงานประจำ เช่น LotusNote

? Decision support system (DSS) : สนับสนุนการตัดสินของผู้บริหารระดับสูง และนักวิเคราะห์

? Enterprise information system (EIS) : ระบบสารสนเทศสำหรับองค์กร รวมข่าวสารทั้งหมดขององค์กรที่ที่เดียว และให้แต่ละ Dep. สามารถใช้ข่าวสารร่วมกันได้

? Group support system (GSS) : สนับสนุนการทำงานเป็นกลุ่ม เช่น ผ่าตัดผ่านดาวเทียม

? Intelligent support system : ช่วยจัดการงานของผู้บริหาร เช่น โปรแกรม IA: Intelligent Agent ทำตารางนัดหมาย จบ Mail ที่ไม่พึงประสงค์ , เรียนรู้พฤติกรรมการทำงานของตัวเรา จดจำ และทำตาม

 

 

วิวัฒนาการของระบบสนับสนุน (Evolution of Support Systems)

ก่อนปี 1950 Transaction processing system (TPS)

1960 Management information systems (MISs)

หลังปี 1960 Office automation system (OAS)

ก่อนปี 1970 Decision support system (DSS) จะอาศัยความรู้ด้านสถิติ เช่น CMORSE

 

C = com,

M = mathmatic,

O = opeation,

R = research,

S = solution,

E = economic

 

ก่อนปี 1980 Executive information systems(EIS)

Enterprise information systems (EIS)

Group support systems (GSSs)

กลางปี 1980 Expert systems (ES) 

Knowledge management systems (KMS)

1990 Artificial neural networks (ANNs)

Interrelated Support Systems

4. จำแนกตามสถาปัตยกรรม (System Architecture)

เราจะต้องรู้เกี่ยวกับความต้องการข่าวสารสำหรับงานนั้น ๆ ก่อน , รู้ความต้องการข่าวสารที่จะนำไปใช้กับงานสิ่งสำคัญในการออกแบบระบบสารสนเทศ คือ จะต้องทราบว่าธุรกิจหลักขององค์กรคืออะไร? นี่คือแนวคิดของสถาปัตยกรรมสารสนเทศ สถาปัตยกรรมระบบสารสนเทศจะต้องบอกให้ทราบได้ถึง รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเครื่อง (specific computer), เครือข่าย, ฐานข้อมูล และการจัดการ สถาปัตยกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน เป็นลักษณะภายนอกของการออกแบบ IS

จำแนกระบบสารสนเทศตามสถาปัตยกรรมได้ 3 ชนิด

1. จำแนกตามระบบเครื่องเมนเฟรม (A mainframe-based system)

2. จำแนกตามระบบเครื่อง PC ไม่มีการเชื่อมต่อเครือข่าย (A standalone personal computer : PC)

3. จำแนกตามระบบการประมวลผลแบบกระจายหรือประมวลผลผ่านเครือข่าย

(A distributed or a networked computing system)

 

Managing in the Information Age and Strategic Importance of IT

1. How Organizations Use Information / IT Organizations

 

เทคโนโลยีสารสนเทศในยุคของดิจิตอล ( Information Technology in the Digital Age) 

แรงกดดันทั่วโลกทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ในธุรกิจ ซึ่งองกรณ์ต่าง ๆ จะนำ IT เข้ามาประยุกต์ใช้กับ

Core Business ของตนเอง ทำให้เกิดระบบต่าง ๆ เช่น

- E-Commerce : รูปแบบการค้าขายบน web แบบใหม่

- Knowledge Management : จัดการองค์ความรู้ โดยนำความรู้จากประสบการณ์ในอดีตกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยอาศัย IT

- Data Mining : สามารถสกัดข้อมูลกองโตที่อยู่ในฐานข้อมูล ให้เห็นถึงข้อมูลที่ซ่อนอยู่ (Unkonw)

- CRM : ให้ความสำคัญกับลูกค้า ต้องสามารถชักจูงลูกค้าได้

 

- ERP : มักใช้ระบบนี้กับโรงงานผลิต ความสามารถของระบบ เช่น สามารถทำระบบจัดซื้อ , วางบิล, จัดการกับระดับสินค้าคงเหลือที่เหมาะสม

 

ตัวอย่างของบริษัทที่ทำธุรกิจค้าปลีก ที่ได้นำ IT และพัฒนาระบบ IS เฉพาะของตนเองขึ้นใช้

งาน และได้ขึ้นชื่อว่าติด Chart อันดับ 1 ของอเมริกา สำหรับ “การบริการจัดการระบบ IS” ได้แก่ห้าง Wall Mart

- มีการตัดยอดสินค้า ณ. POS และส่งไปยังบริษัทคู่ค้า (Just- in-Time) ช่วยลดปัญหาสินค้าคงเหลือ (Discount Store)

 

 

บริษัทธุรกิจคอมพิวเตอร์ (Dell Computer) ฟื้นตัวเอง โดยปรับกระบวนการทางธุรกิจ

(Business Process) โดยการควบคุมทั้งระบบ เช่น ระบบขาย ระบบผลิต ซึ่ง Dell จะใช้วิธีขายสิ้นค้าทาง Internet และจะส่งยอด Order ของลูกค้าไปยัง Supplier จึงทำให้ Dell มีสินค้าคงเหลือน้อยมาก และได้สินค้าที่ทันสมัย (ได้สินค้าเร็วกว่าที่อื่น 30,60 วัน)

บริษัท SAP ใช้ระบบ SCM(Supply Chain Management) ซึ่งจะคล้ายกับ ERP ,องค์กร Enterprise มีการควบคุมทั้งระบบ

โดยใช้ ERP

 

ปัจจุบันเรามีการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ , มีการใช้ web มากขึ้น เพราะสามารถตอบสนองได้เร็ว

มีการใช้ Internet, Intranet, Extranet มากขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีค้าขาย ที่มากขึ้นกว่าในอดีต

M-commerce (Mobile Commerce) : ธุรกิจไร้สาย เช่น อิริคสัน เอามาใช้ติดต่อทางธุรกิจ และใช้ Sampian เป็น OS บนมือถือ ในปัจจุบันและอนาคต ธุรกิจไร้สายจะมีความสำคัญมากขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดคือ จะส่ง Msg ได้เฉพาะข้อความสั้น ๆ

E-Government : รัฐบาลให้ความสนใจและหันมาใช้ทาง web ให้มากขึ้น เช่น หนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล, การยื่นภาษี

EC และการใช้ Web : ตัวอย่างบริษัทระดับโลก ที่มีการค้าขายบน web เช่น IBM,FedEx, Dell Computer, General Electric (GE) ,Wall-Mart

 

Case: BMS enters the Digital Economy

Problem:

 บริษัท BMS เป็นผู้นำทางด้านการผลิตยา เวชภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ และความสวยความงาม ขายของให้กับรายบุคคล และขายให้กับบริษัทด้วย เช่น ร้านขายยา , ร.พ, ร้านค้าปลีก , เขามีคู่แข่งมากกับธุรกิจประเภทเดียวกัน ทั้งบริษัทผู้ขายตรงขนาดเล็กและขนาดใหญ่ มันยากที่จะทำให้เขารักษา partner และ ลูกค้าเอาไว้กับเขา และยากในการที่จะ make money

 

 พวกเขาต่อสู้กับเศรษฐกิจยุคดิจิตอลที่อยู่ข้างหน้า พยามยามให้ธุรกิจอยู่รอด ต้องการแก้ปัญหาการซื้อ- ขาย

 

Solution:

 บริษัท BMS ได้พัฒนาโครงการ Web-base เพื่อปรับปรุงโครงสร้างด้านการจัดการ เป็นการปรับปรุงโครงสร้างระบบเสียใหม่ ซึ่งระบบที่ได้นำมาใช้ก็คือ ระบบห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) มีการขยายตัวทาง web site

Results:

 มันยากในการประเมินผล แต่ CEO บริษัท BMS ประเมินว่าเขาสามารถลดค่าใช้จ่ายประจำปีได้มากกว่า 100 ล้านเหรียญซึ่งผลมาจากการใช้ระบบ e-procement ,ลด paperless , cut down on error , using electronic invoiceing forms

Lessons from the Case

 การแข่งขันระดับโลกจะเป็นตัวขับเคลื่อนบริษัท ให้รู้จักวิธีการค้นหา การลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิต และปรับปรุงการบริการลูกค้า

 ต้องพยายามที่จะนำระบบ web-base เข้ามาใช้ในองค์กร

 การลงมือทำของบริษัท BMS ทำให้ได้ผลลัพธ์คือ 

? ลดต้นทุนโดยการนำระบบ e-procurement มาใช้ 

? เพิ่มยอดขายโดยการใช้ประโยชน์จาก web site 

? ปรับปรุงความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้าและพนักงาน

 

 

Note : การแข่งขันทั่วโลก ทำให้บริษัทใหญ่ ๆ หาทางออก โดยการลดค่าใช้จ่าย, เพิ่มผลผลิต, ปรับปรุงลูกค้าสัมพันธ์ โดย Move Activity on Web

 

 

2. IT Management Challenges and Issues

Doing Business in the Digital Economy

 

EC & Networked Computing

EC (Electronic commerce) เป็นการใช้ประโยชน์จาก web site เพื่อสนับสนับการซื้อขายสินค้า และการ

บริการลูกค้า เรียก EC อีกชื่อหนึ่งคือ Click-and-mortar EC มีความหมายมากกว่า Internet ซึ่งได้รวมถึงการทำธุรกิจทั่วโลกบนโลก Cyber มีสมาชิกมากกว่า 21 ประเทศ

 

ตัวอย่างของการค้ารูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในยุค Digital

 Click-and-mortar : บริษัทเพิ่มกิจกรรม EC เข้าไปกับธุรกิจปกติ

 Networked computing : ใช้เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่อง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์อื่น ๆ ผ่านทางเครือข่ายการสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐานขององค์กรในการใช้ EC ก็คือต้องมี comp network , network จะทำให้เกิดมาตรฐานทางธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชน, network จะเชื่อมเครื่องคอมฯ หลายเครื่องและ Device อื่น ๆ ผ่านเครือข่ายสื่อสาร

Internet : เชื่อมต่อภายนอกองค์กร ทั่วโลก

Intranet: เชื่อมต่อภายในองค์กร

Extranet: เชื่อมต่อกับ partner

 IT : จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นฐาน เนื่องจาก IT สามารถสนับสนุนกิจกรรมของธุรกิจได้ 5 อย่างหลัก ๆ ได้แก่ 

- ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ 

- ลดค่าใช้จ่ายจ่าย

- ช่วยในการตัดสินใจ

- ปรับปรุงความสัมพันธ์กับลูกค้า ให้ดีขึ้น

- พัฒนา Application ที่เป็นกลยุทธ์ (program ที่เรามีแต่คนอื่นไม่มี) ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น เช่น ในอดีต บ.การบินบางแห่งไม่มีโปรแกรมในการจองตั๋ว ซึ่งบางที่มี, หรือตัวอย่างของการใช้ บัตร ATM ในอดีต , บริษัทส่งของ สามารถให้ลูกค้าเช็คได้ว่าขณะนี้สินค้าของเขาได้ถูกส่งไปถึงไหนแล้ว จะถึงปลายทางเมื่อไร (Track order)

 

The Digital Economy

 digital economy : เศรษฐกิจในยุคดิจิตอล จะเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจบนพื้นฐานของเทคโนโลยีดิจิตอล ซึ่งประกอบด้วย เครือข่ายการสื่อสารดิจิตอลและการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ , ทำงานบนพื้นฐานการสื่อสาร network

 digital economy : ธุรกิจในยุคดิจิตอล บางครั้งเราจะเรียกว่า “การทำธุรกิจบนอินเตอร์เน็ต” เป็นธุรกิจในรูปแบบใหม่ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการทำธุรกิจ On web site

 

Old Economy VS New Economy

 

Old Economy

 ซื้อฟิล์มที่ร้านและใช้กล้อง manual เพื่อถ่ายภาพ

 เมื่อคุณถ่ายภาพ คุณอาจต้องรอเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน กว่าฟิล์มจะหมดม้วน ถึงจะส่งไปล้าง

 หลังจากนั้นคุณต้องกลับมาที่ร้านเพื่ออัดและล้างภาพ 

 จึงจะสามารถส่งภาพให้กับครอบครัวและเพื่อนของคุณได้

 

New Economy

 ใช้กล้องถ่ายรูปดิจิตอล สามารถถ่ายวีดีโอได้ด้วย ไม่จำเป็นต้องไปฟิล์ม นำรูปไปอัดได้เมื่อต้องการ สามารถดูผลลัพธ์ของรูปได้ก่อน ที่จะตัดสินใจ print หรืออัดรูปนั้นออกมา

 ถ้าคุณใช้กล้องดิจิตอล คุณสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ wireless (ได้แก่ palm หรือ cell phone) คุณสามารถส่งภาพหรือถ่ายโอน file ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

 

สรุป

- ระบบ EC จะมีข้อได้เปรียบในการแข่งขัน ช่วยสร้างกลยุทธ์ที่ดี นำมาซึ่งผลประโยชน์

- เปรียบเทียบตัวอย่างเช่นเดียวกับร้านถ่ายรูป

- New Economy จะบริการลูกค้า แบบ Direct และปิดการขายโดยมือของลูกค้าเอง, ใช้ Net I-Mode ทุกที่ทุกเวลา

- ธุรกิจแบบเก่า เช่น บ. Sony จะส่ง product หรือ design ไปที่องค์กรลูกค้าให้เขาเลือกแบบที่ต้องการจากแคตาล๊อค

ในการเปลี่ยนแปลงระบบ จะส่งภาพ Digital หรือส่งจาก Database , เปิดดูภาพได้ที่ E-mail และสั่ง print ได้ทันที, ใช้เวลา process น้อย

 

3. การจัดการการเจริญเติบโตของ IT ในองค์กร (Managing Mature IT Organizations)

การที่หลายองค์กร ได้นำ IT เข้ามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ ทำให้อัตราการใช้ IT นั้นเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เราสามารถจัดการ การประยุกต์ใช้งาน IT ได้โดยการสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับ IT ที่มีอยู่ หรือจัดการให้สามารถใช้ IT ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

Digital Economy Business Models

รูปแบบทางธุรกิจ (Business Models) : เป็นรูปแบบทางการค้าขาย สามารถสร้างรายได้และเพิ่มคุณค่าทางธุรกิจให้กับตนเอง , อะไรที่ลูกค้ายอมจ่ายกับสินค้าหรือบริการที่เราให้ มีหลายรูปแบบ เช่น

 

 Name-Your-Own-Price เป็นรูปแบบที่ยอมให้ลูกค้าทราบราคาสินค้าของพวกเขา ก่อนจะจ่ายเงินค่าสินค้าและบริการ (ให้ลูกค้าบอกราคาที่ต้องการจ่าย , เช่น การประกาศซื้อรถ จะมีคนที่จะขายเข้ามาตอบ)

 Dynamic Brokering ในยุคดิจิตอลลูกค้าสามารถกำหนดความต้องการ สำหรับผลิตภัณฑ์และบริการ ลูกค้ากำหนดรายละเอียดได้ ซึ่งมันทำงานได้มากกว่าอินเตอร์เน็ตทั่ว ๆ ไป เพื่อจัดเตรียมบริการและยอมรับคำสั่งของลูกค้า (ลูกค้าบอกความต้องการด้านสินค้า, บริการ , ประกาศบน Net ได้ ให้คนมาประมูลสิ่งที่เราต้องการ)

 Reverse Auctions : การประมูล เป็นวิธีการที่รวดเร็ว สามารถลดต้นทุนสินค้าได้ถึง 85% และลดราคาสินค้าได้ถึง 5-20% (หาซื้อของถูกบน Net ประกาศซื้อ , คนไหนขายต่ำก็ซื้อกับเขา)

 Affiliate marketing : การเข้าร่วมซื้อขายในตลาด มีการจัดหมวดหมู่ของการค้า มีคู่ค้าทางการตลาด มีbanner โมษณาชื่อบริษัท เช่น ของ Amazon.com (ทั้งภาคเอกชน,รัฐวิสาหกิจ , หาพรรคพวกทางการตลาด อาจมี Banner เช่น ใส่ Banner ที่ Amazon.com ก็จะเป็น partner เรา )

 Group Purchasing : การซื้อกลุ่ม ใครก็ตามที่ร่วมกันซื้อเป็นกลุ่ม สามารถซื้อสินค้าได้ถูก เมื่อคุณซื้อเป็นปริมาณมาก มีส่วนลดสินค้า (รวบรวมของเยอะ ๆ และซื้อทีเดียวทาง net)

 E-marketplaces and Exchanges : การตลาดบน web และการแลกเปลี่ยน ตั้งแต่ปี 1999 มีตลาดบน web ประมาณ 1000 แห่ง มีความแตกต่างและหลากหลายของสินค้า (ส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อม ให้ทำโครงการ E-marketing)

““““““““

 

 

แรงกดดันทางธุรกิจ (Major Business Pressures)

แรงกดดันหลัก ๆ มาจาก 3 ด้าน ได้แก่

 

 

 

1. Market Pressures

 เศรษฐกิจโลกและการแข่งขันอย่างหนัก (Global Economy & Strong Competition )

การแข่งขันในตลาดโลก คือ การทำให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้นโดยรัฐบาล รวมทั้งการให้เงินช่วยเหลือ นโนบายการจัดเก็บภาษี กฎในการนำเข้าและส่งออกสินค้า และสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ

ความรวดเร็วและการสือสารราคาถูก และวิธีการขนส่ง เพิ่มขนาดการค้าขายระหว่างประเทศ

*การตลาด : อาจย้ายฐาน เปลี่ยนแรงงานหาที่แรงงานถูก เช่น TOYOTA และ FORD ย้ายฐานมายังเมืองไทย ซึ่งค่าแรงต่ำจะพบในไทย, จีน, อินเดีย, นอกจากค่าแรงแล้ว การติดต่อสื่อสารก็มีความสำคัญ, ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ต่างกัน , กฎหมายที่ต่างกัน

* การแข่งขันทั่วโลก : เช่น Bank ของไทยสู้เขาไม่ได้ ถูกยึดหมด, อีกไม่นาน ไฟฟ้า, ประปา , ร้านโชห่วย อาจเป็นลำดับต่อไป

 การเปลี่ยนธรรมชาติของตลาดแรงงาน (Changing Nature of the Workforce. )

Workforce คือ ความกดดันในเรื่องตลาดงาน งานเปิดกว้างสำคัญคนทุกประเภทมากขึ้นทั้งกับผู้หญิง พ่อ-แม่ เยาวชน และคนพิการ คนทำงานได้ทุกประเภททุกตำแหน่ง, การแข่งขันจะสูงขึ้น, เช่น ปัจจุบันทำงานคอมฯ อาจไม่ต้องจบคอมฯ

 ลูกค้ามีอำนาจ(Powerful Customers.)

การชักจูงผู้บริโภคและการคาดหวังในการเพิ่มยอดลูกค้า พนักงานต้องมีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และคุณภาพของสินค้าเป็นอย่างดีมาจาก รวมถึงการบริการที่ดี

 

2. Technology Pressures

 

 เทคโนโลยีใหม่และความล้าสมัย (echnological Innovation & Obsolescence) 

วันหนึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยม อาจจะตกยุคไปในวันพรุ่งนี้ 

ดังนั้น ต้องนำเทคโนโลยีมาเร่งเพื่อเพิ่มพลังในการแข่งขัน 

 

 การมีข่าวสารที่มากเกินไป (Information Overload.)

จำนวนของข่าวสารมีอยู่บนอินเตอร์เน็ตจำนวนมากมาย และเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุก ๆ ปี

การจัดการกับข่าวสารเป็นเรื่องที่วิกฤต (เป็นเรื่องเร่งด่วน ฉุกเฉิน เป็นตายเท่ากัน)

 

 

*เทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ , GPS : ใช้ดาวเทียม , GRS : เกี่ยวกับโปรแกรมการขายที่ดิน

• เทคโนโลยีเก่าจะตายเมื่อมีของใหม่เข้ามา เช่น ลูกคิด, เครื่องพิมพ์ดีด, เครื่องเจาะรู, กระดานชนวน

• โลกข้างหน้าเป็นโลกที่ต้องอาศัยความรู้ (Knowledge) , IT จะเข้ามามีบทบาท, Ex: การเรียน MBA ในไทย ยังขาดศาสตร์ด้านการคำนวณ ฉะนั้นคนจะไม่คิด, แต่ของต่างประเทศต้องคำนวณเพราะทำให้คิด

 

3. Societal Pressures

 การตอบสนองทางสังคม (Social Responsibility.)

ขอบเขตมาจากสภาพแวดล้อมทางการศึกษา

 การวางกฎระเบียบของรัฐบาล (Government Regulations)

กฎระเบียบที่ทางรัฐบาลได้ประกาศใช้รวมทั้งด้านสุขภาพและความปลอดภัย การควบคุมสภาพแวดล้อม และโอกาสที่เท่ากัน 

 การลดกฎระเบียบของรัฐบาล (Government Deregulation)

การลดกฎระเบียบของรัฐบาลจะนำมาซึ่งผลประโยชน์แก่บริษัทหนึ่งแต่อาจเป็นภัยแต่บริษัทอื่น

 การใช้หลักจริยธรรม (Ethical Issues.)

จริยธรรมทางธุรกิจเกี่ยวพันกับมาตรฐาน การถูก ผิด ในแนวทางการดำเนินธุรกิจ

 

Note :

*การผ่อนปรนกฎหมายจะช่วยเพียงบางเรื่อง แต่ก็จะมีผลกระทบต่ออย่างอื่น

* การลดงบประมาณของรัฐก็มีผลกระทบ

 

 

 

การตอบสนองขององค์กร (Organizational Responses)

 องค์กรมีความจำเป็นต้อง “ตอบสนองต่อธุรกิจ” สังคม และการกดดันทางเทคนิค ซึ่งเป็นกิจกรรมเร่งด่วน ที่องค์กรจะต้องตอบสนอง

 การตอบสนองในระดับอุตสาหกรรมกับธุรกิจยุคดิจิตอล คือ การไม่อยู่ระหว่างกลาง หรือการตัดองค์กรกลางออกไป (ขจัดพ่อค้าคนกลาง เช่น ญี่ปุ่นคนกลางจะเยอะมาก สินค้าจึงราคสูง) พยายามขายตรงไปยังลูกค้า

 องค์กรสามารถนำเอาการ วัดประเมินผล เข้ามามีบทบาทร่วมด้วย เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในตลาด

? ตัวอย่างเช่น ใช้แรงกดดันจากภายนอก เป็นตัวสร้างโอกาสที่ดีให้กับองค์กร

 

*ในการที่เราใช้ web ขายตรงเพื่อลดคนกลางนั้น จริง ๆ แล้วมันก็จะเกิดอาชีพใหม่มีคนหากินทาง web , เป็นการสร้างตัวกลางทาง net เช่น Amazon.com ซึ่งคนมักจะฝาก Banner ไว้ที่ Amazon, yahoo หรือพวกที่เป็น Search Engine ทั้งหลาย

 

วิธีการตอบสนองหลัก ๆ ขององค์กร (Organizations’ Major Responses)

? ระบบกลยุทธ์สำหรับสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (Strategic systems for competitive advantage)

ระบบกลยุทธ์ (Strategic Systems) จัดเตรียมกลยุทธ์สำหรับองค์กรที่จะทำให้เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด มีการจัดการ/การเจรจาที่ดีขึ้นกว่าเดิมกับ supplier หรือหยุดผู้แข่งขัน (เช่นการผลิต Processor ของ Intel ใช้เงินลงทุนสูงทำให้คนอื่นแข่งไม่ได้, concept ของการพัฒนากลยุทธ์คือ พยายามสร้างกลยุทธ์ที่คนอื่นสู้ไม่ได้, เรามีแล้วคนอื่นไม่มี

 

? มีความพยายายามในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous improvement efforts)

พยายามปรับปรุง/ทำให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement Efforts) โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะปรับปรุงผลิตภัณฑ์และคุณภาพของบริษัทให้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น

 

? Improved productivity (ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น)

? Just-in-time (JIT) (ไม่มีสินค้าคงเหนือ ทุนไม่จม ต้องการเมื่อไรได้เมื่อนั้น) 

? Total quality management (ปรับปรุงคุณภาพโดยรวมทั้งหมด) จะ Train อย่างไร, ทำเอกสารอย่างไร)

? Knowledge management (ใช้การจัดการองค์ความรู้)

P Managing enterprise data (ถ้าข้อมูลต้องใช้ทันทีทันใด ต้อง online ตลอด)

P Innovation and creativity (สร้างสิ่งใหม่ ๆ )

P Change management (ปรับปรุงการบริหารจัดการ)

P Customer service (ปรับปรุงการบริการที่ดีขึ้น)

 

? ปรับโครงสร้างกระบวนการทางธุรกิจ (Business process reengineering :BPR)

การปรับโครงสร้างกระบวนการทางธรุกิจใหม่ (Business Process Reengineering) : เป็นการสร้างโครงสร้างองค์กรใหม่ และแนวทางปฏิบัติใหม่ ๆ สำหรับการทำธุรกิจ ,คิดใหม่ทำใหม่ โดยนำ IT มาสนับสนุนการทำงานดังนี้

? Reducing cycle time and time to market. : ลดเวลาในการผลิต ,ลดวงจรการผลิตเพื่อให้ขายได้เร็วขึ้น

? Empowerment of employees and collaborative work. : ให้ พนง.มีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น, ให้ทำงานเป็นทีม

? Customer-focused approach and CRM. : เช่นการใช้ Mass customization ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ,พูช(Push) เช่น คนผลิต ผลิตเสื้อกี่ชนิดคุณใส่ไม่ได้ก็เรื่องของคุณ, พู(Poo) คือ คุณต้องการอะไร คุณบอกมา, mass คือคนที่เก็บรายการจากพู และไปหาคนที่ผลิตได้ (ลงมือทำ), เมืองไทยจะเป็นแบบพูชมากกว่า , แต่ปัจจุบันรถยนต์ก็สามารถเป็นแบบพูได้

? Restructuring and team-based structure. (ปรับทีมงานใหม่)

 

? การมีพันธมิตรทางธุรกิจ (Business alliances)

Business Alliances : พันธมิตรทางธุรกิจ หลายบริษัทมีการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทอื่น กับริษัทคู่แข่งสามารถเป็นประโยชน์ได้มาก , มีหลายแบบที่จะเป็นมิตรทางการค้า เช่น เอาของ-อุปกรณ์มา join , การรวมกลุ่มกันซื้อ, ให้มีความสัมพันธ์กับผู้ขาย หรืออาจมีการวิจัยร่วมกัน , partner จะต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ไว้วางใจกัน ช่วยเหลือกัน

? Temporary joint venture (เสี่ยงภัยร่วมกันชั่วคราว) = รูปแบบบริษัท เป็นบริษัทแบบพิเศษที่มีการกำหนดรายละเอียด หรือมีภาระกิจในช่วงเวลาอันจำกัด

 

? ใช้ E-Commerce (Electronic commerce)

การทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ เป็นกลยุทธ์ใหม่ของบริษัทที่เป็นไปได้มากที่สุด ที่หลายบริษัทกำลังจับตา หรือปฏิบัติตาม

 

 

Case: IT Shortens Time to Market (IT ใช้เวลาสั้นลงสำหรับการตลาด)
Problem:

 การรับประกันคุณภาพในการสั่งซื้อ และลดความเสี่ยง , FDA(องค์กรดูแลอาหารและยา) ต้องการให้บริษัทยืนยันยาตัวใหม่ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งและ AIDS ในเวลาอันรวดเร็ว โดยให้ทำการวิจัยอย่างกว้างขวาง และทดสอบคลีนิค (ต้องวิเคราะห์จากเอกสารประมาณ 300,000 – 500,000 หน้า ซึ่งผลที่ตามมาของการวิเคราะห์จะทำให้ได้ report ที่มีความยาวเพิ่มขึ้นอีก 100,000 -200,000 หน้า เพราะเป็นระบบที่ทำงานด้วย manual ) ,และที่สำคัญการประมวลผลครั้งนี้จะใช้เวลา 6-10 ปี

Solution:

 บริษัท Sw หลายบริษัทสามารถจัดเก็บเอกสารลงใน database เพื่อประหยัดเวลาในการวิจัย

 ในฐานข้อมูลจะมี index และยังประกอบด้วย full-text-search และโปรแกรมในการดึงข้อมูล 

Results:

 เวลาที่ใช้ซื้อขายยาตัวใหม่ในตลาดลดลงทุกปี โดยเทียบเป็นร้อยละ

 

 

Case: Managing Accounting Across Asia (จัดการการทำบัญชีข้ามเอเชีย)

Problem:

 Le Saunda Holding Company (Hong Kong) : เป็นบริษัทผู้ผลิตรองเท้า มีการจัดการ 32 สาขาใน 4 ประเทศในเอเชีย.

 การทำระบบการเงินและงบกระแสเงินสดเป็นวิธีการประมวลผลที่ยุ่งยากมาก

Solution:

 การรับมือกับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของบริษัท, ได้มีการติดตั้งโปรแกรมสำเร็จรูปในการจัดทำบัญชี

Results:

 ระบบงานมีความน่าเชื่อถือมาก ทั้งภายในภายนอก ง่ายต่อการตรวจสอบ

 

 จากการปรับปรุงครั้งนี้ทำให้รายได้และผลกำไรเติบโตขึ้นแก่องค์กร

 

 

แนวโน้มเทคโนโลยีทั่ว ๆ ไป (General Technological Trends)

 

แนวโน้มทั่วไปของระบบคอมจะประกอบด้วยแนวโน้มต่าง ๆ ทางด้านต่อไปนี้

? Cost Performance Ratio

สัดส่วนของประสิทธิภาพเทียบกับราคา

 Cost Performance Ratio: เปรียบเทียบด้านประสิทธิภาพกับราคา

 ในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า computer ราคาจะไม่แตกต่างจากปัจจุบันมากนัก แต่ประสิทธิภาพของเครื่องจะมากขึ้น (more powerful)

 Moore’s Law: เป็นคนร่วมสร้าง บ. Intel เขากล่าวว่า ความเร็วของ processor จะเพิ่มขึ้น 2 เท่า ทุก ๆ 18 เดือน ในขณะที่ราคาจะถูกลง , Moore เป็นคนที่มองการไกล

 

? Object-Oriented Environment & Document Management. 

 object-oriented environment :เป็นแนวทางใหม่ของการพัฒนาโปรแกรมในระบบคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยลดต้นทุนและบำรุงรักษาข้อมูลข่าวสารได้เป็นอย่างดี, สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ , การพัฒนาระบบครั้งหลังจะทำให้ คชจ.ถูกลง เพราะไม่ต้องสร้างโปรแกรมใหม่ทั้งหมด สามารถสืบทอดและเขียน class เพิ่มเติมได้

 Object technology : เทคโนโลยีเชิงวัตถุทำให้การพัฒนาความสามารถเกี่ยวกับ self-contained unit ของโปรแกรมซึ่งสามารถ share กันได้, ซื้อ หรือนำมาใช้ใหม่ได้อีก

 document management :เพิ่มในเรื่อง multimedia และจัดการเอกสาร ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง

 

? Networked Computing

Network technology สามารถใช้ให้เป็นประโยชน์ ทำให้คุณสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลขององค์กรได้แบบ anywhere

? Metcalfe’s Law กล่าวไว้ว่า network ถ้ามีคนใช้เยอะคุณค่าก็จะมากขึ้น

 

? Kelly’s Extension: บนอินเตอร์เน็ตพวกเราสามารถทำการเชื่อมระหว่างกลุ่มคนได้พร้อม ๆ กัน หลายกลุ่ม

 

? Mobile Commerce

- M-commerce (mobile commerce) ทำธุรกิจ e-Commerce ผ่านทางอุปกรณ์ wireless ใช้งานร่วมกับโปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจ ซึ่งจะใช้ mobile computing ที่ทำงานบนพื้นฐานของ wireless networks

- m-commerce สามารถแนะนำรายการสินค้าหรือ promotion ที่น่าสนใจ เพราะมีผู้ใช้จำนวนโทรศัพท์เพิ่มมากขึ้น 1 พั้นล้านคนในปี 2004

- Location-based commerce (L-commerce) คือการที่ m-commerce เสนอข่าวสารในการขาย ให้กับลูกค้าได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่จำกัด Location

 

? Integrated Home Computing. 

Network Computers & Home Computing 

 The Network Computer : ครั้งแรกไม่มี Hard drive , ใช้คอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง สามารถใช้โปรแกรมและจัดเก็บข้อมูลบนที่อื่น ๆ บนเครือข่ายได้

 Integrated Home Computing : ในไม่ช้านี้เราจะมี home computing (ระบบคอมฯ ที่บ้าน) ซึ่งอาจประกอบด้วย ,โทรทัศ, โทรศัพท์ , ระบบรักษาความปลอดภัยที่บ้าน , และอุปกรณ์อื่น ๆ จะถูกรวมไว้ในอุปกรณ์เดียวกัน

? Smart appliances : ใช้อุปกรณ์ smart เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกับ internet

 

? The Internet Intranets and Extranets

 เมื่อปี 1997 มีผู้ใช้งาน Internet .ประมาณ 50 ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 750 ล้านคนในปี 2007

 Intranets : เชื่อมต่อระบบข่าวสารภายในองค์กร

 Extranets : เชื่อมต่อกับ partner ภายนอกองค์กร

 

? Corporate Portals

corporate portal : เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจทางด้าน web site โดยใช้ web เป็น ประตูทางเข้า gateway ในการเข้าถึงข้อมูล (เหมือน index หน้าหนังสือ)

 

? The Networked Enterprise

Networked Enterprise : เป็นการรวมองค์กรขนาดใหญ่ที่เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ เข้าไว้ด้วยกัน

 

? Optical Networks

Optical Networks : มีความจุในการสื่อสารข้อมูลผ่าน network สูง ส่งข้อมูลด้วยแสง ใช้ fiber- obtic , Optical Networks จะใช้ประโยชน์ใน internet, vidio, multimedia และบริการดิจิตอลแบบพิเศษ

 

Why Learn about IT?

บุคคลที่มีความรู้ได้ IT จะมีโอกาสได้งานสูง และโยกย้ายงานบ่อย

 

? Being IT Literate On the Job & Off :

- บทบาทของ IT จะทำให้กิจกรรมและกระบวนการทางธุรกิจขององค์กรง่ายขึ้น ซึ่ง IT มีบทบาทสำคัญมาก ณ. เวลาปัจจุบันนี้

- ผู้จัดการและพนักงานทุกคนจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ IT เพื่อนำไปใช้กับ Field ที่เขาทำงาน จะทำให้องค์กรเป็น interorganizational

- สิ่งหนึ่งที่จะต้องใส่ใจภายใต้มาตรฐาน คือ องค์กรจะพัฒนาระบบสารสนเทศอย่างไรให้ประสบความสำเร็จในการนำไปใช้งาน หรือจะจัดการอย่างไร นอกจากการคำนึงถึงประสิทธิภาพของระบบแล้ว จะต้องรู้จักหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้ระบบไม่ประสบผลสำเร็จ หรือล้มเหลว

- ปัจจุบันองค์กรจะพยายามนำเทคโนโลยีข่าวสารเข้ามาใช้งานในทุก ๆ ทาง ทุกระดับขององค์กร (อาจทำให้คุณต้องออกจากงาน) หรือแม้แต่ในชีวิตส่วนตัวของคุณ

- IT ใหม่ ๆ จะทำให้เกิดการพัฒนา product ใหม่ ๆ และ ระบบใหม่ ๆ เกิดขึ้น

- ท้ายสุดนี้ คุณควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับ IT เพราะมันจะเป็นโอกาสในการว่าจ้างงานใน field นี้

 

? Finding Employment Opportunities in IT : โอกาสในการจ้างงาน

- ความรู้เกี่ยวกับ IT+ การจัดการ จะเพิ่มโอกาสในการได้งาน

- ความต้องการพนักงานที่มีความรู้ด้าน IT,programmer, SA, SD ในอดีตมีความต้องการสูง ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นก็ทำให้เกิดอาชีพใหม่ ๆ ตามมา อาทิเช่น อาชีพที่ดูแลเกี่ยวกับ Internet และ E-Commerce, m-commerce,

network security, object-oriented programming,telecommunications, multimedia design and document management

- จากรายงานของผู้ใช้แรงงานในสหรัฐ เมื่อปี 2000 พบว่า มีบุคคลที่ทำงานใน filed IT เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 50%

- จากการศึกษาของหน่วยงานด้าน IT ของอเมริกา มีพนักงานที่ทำงานด้าน IT 350,000 ตำแหน่ง(itaa.org) เงินเดือนของพนักงาน IT จะสูงมาก http://www.informationweek.com/advisor/

 

? Future Organizational Leadership : ผู้นำองค์กรในอนาคต

- “โดยส่วนใหญ่ CEO มักจะมาจากคนที่อยู่ใน field การเงินและการตลาด” อย่างไรก็ดี แนวโน้มในอนาคตการแต่งตั้ง

- CEO จะมากจากคนที่เป็น IT หรือมีความรู้ด้าน IT เป็นอย่างดี ฉะนั้นการศึกษาและเรียนรู้ IT จึงเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับทุก ๆ คนที่ต้องการเป็นผู้นำขององค์กรในอนาคต

 

? Using IT to Become a Millionaire

- การใช้ IT เพื่อกลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน

 

Case: Building an e-Business at Fed Ex

Fed Ex เป็นบริษัทในการจัดส่งสินค้า ใช้รูปแบบธุรกิจที่ support การส่งถึงบ้าน

Problem:

 ความเจริญทางด้านธุรกิจ เพิ่มความกดดันในการแข่งขันของธุรกิจโลก ซึ่งขยายตัวมากขึ้น, ผู้คนต้องการธุรกิจที่ต้นทุนต่ำ ทั้งด้านการปฏิบัติงานและการปรับปรุงการบริการลูกค้า , ต้องการโอกาสในการพบลูกค้า ความรวดเร็ว ความไว้วางใจได้ และบริการส่งสินค้าถึงที่

 สรุปก็คือ เขาต้องการส่งสินค้าให้ได้เร็ว และบริการตลอด 24 ชม. 

Solution:

 เพิ่ม e-Shipping Tools

 เพิ่ม E-Commerce ในการบริการข่าวสารสำหรับด้านการปฏิบัติงาน

 แก้ปัญหาการตลาด โดยใช้ E-Commerce

 ระบบและ IT จะเป็นตัวเชื่อมโยงองค์ความรู้

 ลูกค้าตรวจสอบสถานการณ์ส่งของได้ว่าส่งถึงไหนแล้ว

 ลูกค้าเข้าไปใน network ของระบบโดยใช้ Internet

 จะมีการ Confirm เพื่อยืนยันการรับสินค้า

 จ่ายเงินทาง Credit ของ Bank

 เป็นระบบบ้าน

 ซึ่งเป็นธุรกิจที่เป็นไปได้ทั่วโลกเมื่อใช้ E-Commerce (UPN)

Results:

- สร้างมูลค่าเกี่ยวกับตัวเลขลูกค้า (มีจำนวนลูกค้ามากขึ้น)

- Promote ประสิทธิภาพ , ราคา , รายการสั่งซื้อ และการปรับปรุงองค์กรไปสู่ E-Business

- Feedback จะทำให้มีการประสานงานระหว่างฝ่าย

- ลดค่าใช้จ่าย

- การสั่งของเร็วขึ้น

- เปลี่ยนองค์กรให้มีคุณภาพสูง

 

สิ่งที่ใช้จากการเรียนรู้ Case นี้

- ธุรกิจNetwork ในรูปของ E-commerce ขึ้นอยู่กับว่า จะทำอย่างไรถึงจะดี

- สามารถปรับโครงสร้างของการ process ได้ดีขึ้น หยิบเอาข้อดี + เทคโนโลยี

- E-business จะรวมเอา IS, Business process รวมเข้าเป็นข้อผูกมัดขององค์กร

- ธุรกิจนั้นต้อง online ตลอด 14 ชม.

- FedEx มีประสบการณ์ด้าน E-Business ที่ประสบความสำเร็จโดยนำ IT มาใช้ประโยชน์

 

Information System Department (ISD)

What is the Role of the ISD?

? บทบาทของแผนก ISD จะเปลี่ยนบทบาทจากทางด้านเทคนิค มาเป็นด้านบริหารจัดการกลยุทธ์ด้านการดำเนินงาน

? เมื่อ ISD ถูกเปลี่ยนแปลงบทบาท ส่งผลให้ ตำแหน่งหน้าที่ภายในแผนก ISD ภายในองค์กร มีแนวโน้มที่จะถูกยกระดับหน้าที่ให้ถูกขึ้น การประเมินผลตำแหน่งหน้าทีของฝ่าย ISD จะถูกประเมินจากฝ่ายปฏิบัติงานและส่งตรงถึงผู้บริหาร CEO

? บทบาทหรือ ทิศทางการทำงานของแผนก ISD จะเปลี่ยนจากผู้จัดการทางด้านเทคนิค มาเป็น ผู้บริหารแทน

? โครงสร้างภายในของแผนก ISD จะเปลี่ยนไป อาจมีการจัดโครงสร้างของแผนกเป็นแบบ centralized หรือ decentralized หรืออาจเป็นได้ทั้ง 2 แบบรวมกัน

? ISD ต้องทำงานใกล้ชิดกับองค์การภายนอกอยู่เสมอ เช่น ทำงานร่วมกับผู้ขาย,พาร์ทเนอร์ธุรกิจ และอื่นๆ

 

ความสัมพันธ์ของแผนก ISD กับผู้ใช้ (Managing Relationships with End Users)

แผนก ISD กับ end-user มักจะต้องทำงานร่วมกันเสมอ จึงจำเป็น ต้องกำหนดความต้องการร่วมกัน

 

? Steering committee : คือคณะกรรมการที่ถูกแต่งตั้งขึ้นจากตัวแทนของฝ่าย end users และแผนก ISD

? Joint ISD/end-users project teams : การพัฒนาโครงการร่วมกันระหว่างแผนก ISD กับ End-user ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องมีการวางแผนร่วมกัน (planning) กำหนดงบประมาณ (budgeting) มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบ (application developments) และการบำรุงรักษาระบบร่วมกัน( maintenance)

? ในการพัฒนาระบบสารสนเทศแผนก ISD ถือได้ว่าเป็นตัวแทนระดับสูงของบริษัท

? Service agreements : ข้อตกลงในเรื่องของการให้บริการระบบสารสนเทศ แผนก ISD จะต้องกำหนดหน้าที่ความรับผิดให้ชัดเจนและต้องจำกัดขอบเขตของการให้บริการแก่ end users

? Technical and administrative support (including training) : แผนก ISD ต้องเตรียมให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคและด้านการดูแลระบบ ตลอดจนการฝึกอบรมต่อ end users

? แผนก ISD ควรจัดตั้งหน่วยที่ทำหน้าที่รับคำร้องทุกข์ (complaints) หรือรับฟังความขัดแย้งในวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละงาน (conflict resolution) เพื่อจะได้มีวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้ง (resolve conflicts) อย่างรวดเร็ว

 

 

Managerial Issues

? The transition to networked computing : การเปลี่ยน IT ขององค์กรให้เป็น “networked computing” จะมีกระบวนการที่ซับซ้อนอย่างไร

? Legacy systems : การเปลี่ยนแปลงจากระบบเก่าไปเป็นระบบ “client/server” โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้น(architecture) จะมีความสำคัญอย่างไร

? The role of the ISD : บทบาทของแผนก ISD จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต้องอาศัยศาสตร์ในการบริหารจัดการระดับสูง เพราะมีโอกาสหรือมีความถี่จะที่ใช้งานในทางที่ผิด หรือถูกกระทำไม่ดีต่อระบบ (mistreats it)

? How much infrastructure? : การประเมินโครงสร้างพื้นฐานของระบบสารสนเทศ สามารถง่ายต่อการประยุกต์ใช้กับงานหรือไม่ มีผลประโยชน์ที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเงิน (intangible benefits) อะไรบ้างบ้าง และเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงเร็วหรือไม่ (rapid changes in technologies)

? The role of end users : End users มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบ IT รวมถึงการบริหารจัดการn เพราะ user จะรู้ดีว่าระบบสารสนเทศอะไร ที่จำเป็นต่อการใช้งานของพวกเขา และแผนก IDS จะต้องเป็นผู้เติมเต็ม (fulfilled) พัฒนาระบบข่าวสารในส่วนที่ขาดให้สมบูรณ์

? Ethical Issues : ในด้านของจริยธรรมในการใช้ระบบสารสนเทศ ต้องคำนึงถึงการถูกรุกรานข้อมูลความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ (invade the privacy of the users) ต้องไม่สร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น

 

 

สรุป (Summary)

New Word for Business

โลกใหม่สำหรับการทำธุรกิจ องค์กรจะต้องมีการปรับปรุงหในเรื่องต่อไปนี้ 

1. เพิ่ม Productivities

2. ลดต้นทุน

3. ปรับปรุงการตัดสินใจ

4. สร้าง Relationship กับลูกค้า

5. สร้างกลยุทธ์ใหม่ ๆ

 

ภาพรวมของการจัดการระบบสารสนเทศในยุคดิจิตอล

การทำธุรกิจขององค์กรในยุค “Globalization “ ทุกองค์กรจะเจอกับแรงกดดันและการคุกคามจากหลาย ๆ ด้าน ดังนั้นแต่ละองค์กรจะต้องตอบสนองต่อแรงกดดัน เพื่อให้ตนเองสามารถอยู่รอดในธุรกิจ

 

องค์กรจะพบกับ ความกดดันทางธุรกิจจากคู่แข่งขัน หรือธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามา เนื่องจากปัจจุบัน เป็น

Globalization (การค้าขายทั่วโลก) ลูกค้ามีส่วนสำคัญในการแข่งขัน ดังนั้นเราต้องมีการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็ว โดยการสร้างปัญหาให้เป็นโอกาสในการเกิดธุรกิจใหม่ ๆ โดยการนำ IT เข้ามาช่วย

ความกดดันทางด้านธุรกิจ แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ๆ คือ

1. ความกดดันทางด้านการตลาด การแข่งขันในตลาด Globalization ทำให้เกิดการกีดกันทาง

การค้า เป็นต้น ต้นทุนในการจ้างงานที่แตกต่างกัน ทำให้มีการย้ายฐานโรงงานจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง ดังนั้นบางองค์กรจึงย้ายไปลงทุนยังประเทศที่มีค่าแรงต่ำ ทำให้เกิด Globalization มีการบริหารภายใต้ วัฒนธรรม ภาษา กฎหมายที่แตกต่างกัน

- มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะของ Workforce คือ งานมีการเปิดกว้างสำหรับคนหลายเภทหลายอาชีพมากขึ้น เช่น คนทำคอมฯ อาจไม่จำเป็นต้องจบสายคอมฯ มา ฉะนั้นการแข่งขันในตลาดงานจะสูง คุณต้องมีความรู้จรึง ๆ จึงจะมีโอกาส และมีความได้เปรียบ

- เน้นความพึงพอใจของลูกค้าสูงสุด ลูกค้าจะมีความคาดหวังสูงขึ้น ดังนั้นเราจะทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด

2. ความกดดันทางด้านเทคโนโลยี

- การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของ IT ทำให้เกิดการแข่งขันที่มีผลกระทบมากที่สุดต่อองค์กร เราจะทำอย่างไรให้องค์กรสามารถสู่คู่แข่งได้ โดยนำ IT เข้ามาใช้ 

3. ความกดดันทางด้านสังคม : การนำ IT เข้ามาทำให้มีปัญหาในเรื่องความเป็นส่วนตัว เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต ไม่เป็นความลับ เพราะบริษัทคู่ค้าที่ต้องทำธุรกิจร่วมกันมีการส่งผ่านหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน , การสามารถเสนอขายสินค้าได้แบบ Any Time Any Where บางครั้งเป็นการรบกวนความเป็นส่วนตัวของลูกค้า , หรือแม้แต่การเสนอขายทาง Mail

 

* เมื่อเจอแรงกดดัน องค์กรต้องตอบสนองต่อแรงกดดัน เพื่อความอยู่รอด “หากคุณไม่อยากกลายเป็นประวัติศาสตร์ คุณต้อง Respone”

 

การตอบสนองขององค์กร

Strategic system : กลยุทธ์ในการเพิ่มผลประโยชน์ ในส่วนแบ่ง

การตลาดเพื่อใช้ในการต่อรองกับ Supplier หรือป้องกันไม่ให้คุ่แข่งเข้ามาในส่วนแบ่งการตลาดอของเรา ที่เรามีอยู่ โดยการสร้างกลยุทธ์ที่แตกต่าง เพื่อที่จะชนะคู่แข่งขันได้ เช่น ใช้กลยุทธ์ Low Cost , สร้างความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์, หรือใช้กลยุทธ์ความเป็นผู้นำทางด้าน IT

- Continuous Improvement : ปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง , เพื่อให้ชนะคู่แข่งขันเราต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของสินค้าให้เป็นที่พึงพอใจของลูกค้า , ลด Inventory โดยนำระบบ JIT (Just-in-Time : ระบบรวดเร็วทันใจ) เข้ามาช่วยในการบริหาร

- TQM (Total Quality Management) : เป็นการควบคุมคุณภาพสินค้าทั้งระบบ โดยเน้นที่ความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ รวมถึง Supplier เพื่อให้เป็น Standardize ( เช่น Mcdonal มีความเป็นเป็น Standardize ผลิตอาหารที่ประเทศใด สาขาใดก็รสชาติเหมือนกัน)

- Improved decision making : ปรับปรุงการตัดสินใจ

ให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว เพื่อให้ทันต่อสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

Business Process Reengineering : การปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ ลดเวลาการผลิตให้สั้นลง ทำให้เราสามารถต่อสู้กับคู่แข่งได้ ทำให้คนมีอำนาจมากขึ้น เน้นความพึงพอใจของลูกค้า มีการทำงานเป็นทีม

IS คือ มีความเกี่ยวข้องภายในองค์ประกอบของการทำงาน การดำเนินงาน การเก็บรักษา การกระจายข้อมูล เพื่อใช้ในการสนับสนุนการตัดสินใจ นอกจากนี้ยังช่วยในการวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ ทำให้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่

CBIS เป็นระบบข้อมูลข่าวสารซึ่งขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ ,Hw, Sw ใช้กระบวนการกระจายข้อมูล การแปรสภาพข้อมูลดิบ การจัดหาเครื่องมือในการเก็บรักษา

 

 

หัวข้อเกี่ยวกับการจัดการ (Managerial Issues)

? เราสามารถที่จะรู้จักโอกาสในการใช้ IT และระบบ Web-based ได้อย่างไร?

? IT สำคัญอย่างไร? ในบางกรณี IT เป็นเพียงหนทางเดียวที่จะสามารถช่วยองค์กรได้

? ใครจะสร้างพัฒนาระบบสารสนเทศ, ใช้ระบบสารสนเทศในการปฏิบัติงาน,และใครจะเป็นผู้บำรุงรักษาระบบสารสนเทศ?

? IT ราคาเท่าไหร่ (How much IT)? IT ไม่ได้ ๆ มาฟรี ๆ แต่มันอาจจะมีราคาที่แพงมาก

? ถ้าองค์กรของคุณอยู่ในสถานะที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง? ใช่: องค์กรคุณเจอแรงกดดัน (pressures) ซึ่งแรงกดดันจะทำให้คุณแข็งแเกร่งและผ่านพ้นมันไปได้ และ IT มีบทบาทและความสำคัญอย่างมากที่จะช่วยคุณ

? มีอะไรบ้างเกี่ยวกับจริยธรรมและสังคม ที่อาจจะมีผลกระทบหรือเกี่ยวข้องกับ IT

? อะไรบ้างเกี่ยวกับสังคมโลก (Globalization)? ที่จะเปิดโอกาสให้คุณในการทำ selling products และ services online คุณสามารถเข้าร่วมการค้ากับสังคมโลกได้อย่างไร

? องค์กรของคุณสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองไปสู่องค์กรในเศรษฐกิจยุค digital ได้อย่างไร?

 

 

“บทความ”

 

ความสำคัญของการจัดการไอที

(The important of IT management)

ตอนที่ 1 :

 

 

แรงกดดันทั่วโลกทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ในธุรกิจ เกิดรูปแบบการค้าขายบน Web

ที่เรียกว่า E-Commerce มีจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) นำความรู้จากประสบการณ์ในอดีตกลับมาใช้ใหม่ โดยอาศัย IT (Information Technology) มีเทคนิคในการสกัดข้อมูล (Data Mining) กองโตที่อยู่ในฐานข้อมูล เพื่อให้เห็นถึงข้อมูลที่ซ่อนเร้นอยู่ และเป็นข้อมูลที่เราไม่เคยรู้มาก่อน (Unknow) มีการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (Cutomer Relationship Management :CRM) ให้ความสำคัญกับลูกค้ามากกว่าในอดีต เพื่อเป็นการชักจูงลูกค้าและต้องการความจงรักภักดีจากลูกค้า ตลอดจนใช้ระบบวางแผนการใช้ทรัพยากร (Enterprise Resource Planing :ERP) เช่น นำไปใช้กับโรงงานผลิตในการจัดทำระบบจัดซื้อ วางบิล หรือจัดการกับระดับสินค้าคงเหลือที่เหมาะสม

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่กล่าวมานี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่องค์กรธุรกิจไม่ควรมองข้าม และต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการจัดการ IT เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ และเพื่อสร้างระบบสารสนเทศเพื่อนำมาซึ่งความได้เปรียบในการแข่งขัน

ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยระบบข่าวสาร (Information System: IS) จำนวนมหาศาล จึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ที่องค์กรจะต้องนำเทคโนโลยี (Technology) เข้ามาเพื่อช่วยจัดการกับข่าวสาร ซึ่งถ้าเรานำ 2 สิ่งมารวมกัน จะเรียกว่า “เทคโนโลยีข่าวสาร” หรือ “เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology:IT)” นั่นเอง ซึ่งความหมายของ IS จะมุ่งเน้นในเรื่องของการบริหารจัดการข่าวสารในองค์กร โดยอาจจะใช้เทคโนโลยีมาช่วยหรือไม่ก็ได้ โดย IS จะมีความหมายในเชิงกว้าง ส่วนความหมายของ IT เป็นเรื่องของการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานร่วมกับข่าวสารในองค์กร ซึ่ง IT จะมีความหมายในเชิงแคบ ในบางครั้ง IS กับ IT สามารถใช้แทนกันได้ ดังนั้นก่อนที่องค์กรจะเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดการ IT ผู้บริหารขององค์กรจะต้องเข้าใจความหมายของ IT ให้ถ่องแท้เสียก่อน โดยแยกตัว I ออกจาก ตัว T ก็จะพบได้ว่า I ตัวแรกคือข่าวสาร (Information) ส่วน T ตัวหลังคือเทคโนโลยี (Technology) และต้องตระหนักเสมอว่าเราจะนำ T เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสนับสนุน (support) I มิได้หมายความว่าจะปรับ I ทั้งหมดขององค์กรให้ขึ้นอยู่กับ T ที่จะนำเข้ามาใช้

ความสำคัญของการจัดการไอที (The important of IT)

หากธุรกิจทุกองค์กรสามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคเทคโนโลยีข่าวสารได้ องค์กรนั้นก็จะสามารถอยู่รอดในธุรกิจ ซึ่งถ้าเรามองย้อนไปในอดีตในธุรกิจประเภทสื่อจัดเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เช่น แผ่น Disk ขนาด 5” จุข้อมูลได้น้อย และไม่เหมาะสมกับราคา ในปัจจุบันสื่อชนิดนี้ได้เลิกผลิตไปนานแล้วและหากเราต้องการเปิดอ่านข้อมูลที่เคยเก็บเอาไว้ในแผ่น Disk ขนาด 5” นี้ ก็จะไม่มีสื่อที่จะเปิดอ่านได้ เนื่องจากผู้ผลิตได้เลิกผลิตและได้ปรับตัวไปตามวิวัฒนาการของเทคโนโลยี หรือแม้แต่ปัจจุบันแผ่น Disk ขนาด 3.5” ก็จะถูกแทนที่ด้วย Thumb Drive ม้วนวีดีโอจะถูกแทนที่ด้วยแผ่น VCD และแผ่น VCD จะถูกแทนที่ด้วยแผ่น DVD เป็นต้น

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ผู้บริหารจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการจัดการ IT พยายามมองถึงระบบข่าวสารในอดีตและลำดับเหตุการณ์มาถึงปัจจุบัน เพื่อให้เห็นวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลง และอย่าลืมว่าจะต้องมองอนาคตด้วย เพราะปัจจุบันในวันนี้จะกลายเป็นอดีตในวันข้างหน้า และอนาคตก็จะกลายมาเป็นปัจจุบัน หากเราจัดการ IT ให้สอดคล้องกับระบบงานปัจจุบันและรองรับการขยายตัวในอนาคตได้ดี ก็จะส่งผลดีต่อองค์กร

อย่างไรก็ดีมีหลายองค์กรที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส เปลี่ยนเหตุการณ์ร้ายให้กลายเป็นดี เนื่องจากองค์กรเหล่านั้นให้ความสำคัญกับการจัดการ IT ตัวอย่างเช่น ธุรกิจร้านถ่ายรูป มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานโดยการนำ IT เข้ามาใช้ ซึ่งขอเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างธุรกิจในรูปแบบเดิมกับรูปแบบใหม่ดังนี้ (Efraim Turban, Ephraim Mclean and James Wetherbe,2002:6)

ธุรกิจรูปแบบเดิม (Old Economy)

 

ธุรกิจรูปแบบใหม่ (New Economy)

 

- ซื้อฟิล์มที่ร้านและใช้กล้อง Manual เพื่อถ่ายภาพ

 

- ใช้กล้องถ่ายรูปดิจิตอล และใช้ Flat Memory ซึ่งเก็บภาพได้มากกว่าฟิล์ม

 

- เมื่อถ่ายภาพยังไม่หมดม้วน อาจต้องรอเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน จึงจะส่งไปอัดภาพและล้างภาพ

 

- สามารถส่งล้างได้ทุกเมื่อตามต้องการ ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

 

- ไม่สามารถส่งภาพให้กับเพื่อนหรือครอบครัวอย่างทันทีทันใด

 

- ส่งภาพได้ทันทีในรูปแบบของ File โดยผ่านทาง E-mail หรือเครือข่ายการสื่อสาร

 

-กล้อง Manual มีฟังก์ชั่นในการทำงานน้อย สามารถถ่ายภาพนิ่งได้อย่างเดียว

 

- กล้องดิจิตอล ทำงานได้หลากหลายฟังก์ชั่น เช่นถ่ายวีดีโอ บันทึกเสียง ถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังสามารถใช้ Software ในการตกแต่ง File ภาพ หรือนำ File วีดีโอ ไปสร้างเป็น Movie โดยกำหนด Sine ตามต้องการ

 

- ไม่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์การสื่อสาร (Communication) ได้

 

เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Wireless เช่น palm หรือ Cell Phone เพื่อความสามารถในการถ่ายโอน File ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

 

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบธุรกิจรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ 

จากตัวอย่างในตารางจะพบว่า ถ้าเจ้าของร้านถ่ายรูปเห็นความสำคัญของผลกระทบที่เกิดจาก IT และยอมรับที่จะนำ IT เข้ามาใช้งาน มีวิธีการจัดการ IT ที่เหมาะสมกับรูปแบบการทำงานของร้าน ก็สามารถเปลี่ยนผลกระทบนั้นให้กลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่ดีขึ้น เพราะสังเกตเห็นได้ว่าผู้คนมีการถ่ายภาพมากขึ้นเนื่องจาก Flat Memory ในกล้องดิจิตอลไม่จำกัดจำนวนภาพที่ 36 ภาพเหมือนกล้อง Manual ในอดีต อีกทั้งทางร้านถ่ายรูปยังมีบริการที่รวดเร็วขึ้น โดยการนำ IT เข้ามาสนับสนุนการทำงาน มีบริการตกแต่งภาพตามความต้องการของผู้ใช้บริการ

 

นอกจากผู้บริหารองค์กรจะนำ IT เข้ามาสนับสนุนการทำงานแล้ว ยังควรมองถึงรูปแบบธุระกิจใหม่ ๆ (Business Models) ซึ่งเป็นรูปแบบทางด้านการค้า ที่สามารถเพิ่มคุณค่าทางธุรกิจให้กับองค์กร โดยทำงานบนพื้นฐาน IT ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ดังนี้ (Efraim Turban, Ephraim Mclean and James Wetherbe : 2002)

Name-Your-Own-Price : เป็นรูปแบบที่ยอมให้ลูกค้าทราบราคาสินค้าก่อนซื้อสินค้าและบริการหรือให้

ลูกค้าบอกราคาที่ต้องการจ่าย เช่น การประกาศซื้อรถ ซึ่งผู้ขายจะเข้ามาตอบกลับ 

Dynamic Brokering : เป็นรูปแบบที่ยอมให้ลูกค้าสามารถกำหนดความต้องการด้านผลิตภัณฑ์และบริการ

ได้ โดยลูกค้าจะประกาศบน Web และให้ผู้ที่ต้องการขายมาเสนอราคา

Reverse Auctions : การประมูล เป็นวิธีการที่รวดเร็วโดยผู้ขายกำหนดราคาเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์ และให้ผู้ซื้อร่วมเคาะราคาการประมูลผ่านทาง Web คนไหนเสนอราคาเป็นที่พอใจก็ขายให้กับคนนั้น

Affiliate marketing : การเข้าร่วมซื้อขายในตลาด มีการจัดหมวดหมู่ของการค้า มีคู่ค้าทางการตลาดทั้งภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ เป็นการหาพรรคพวกทางการตลาด มี Banner โมษณาชื่อบริษัท 

Group Purchasing : เป็นการร่วมกันซื้อเป็นกลุ่ม สามารถซื้อสินค้าได้ในราคาถูก เมื่อซื้อในปริมาณมากจะ

มีส่วนลดสินค้า

E-marketplaces and Exchanges: การตลาดบน Web และการแลกเปลี่ยน จะประกอบได้ด้วยกลุ่มสินค้าที่

มีความแตกต่างและหลากหลาย

 

รูปแบบธุรกิจที่กล่าวมาในข้างต้นนี้ มีพื้นฐานการทำงานโดยอาศัยเทคโนโลยีและการสื่อสารผ่านเครือข่าย เมื่อองค์กรมีการลงทุนด้าน IT แล้ว ก็ควรที่จะใช้ความสามารถของ IT นั้นให้เต็มประสิทธิภาพ โดยพิจาณาถึงรูปแบบธุรกิจ (Business Models) ใหม่ ๆ ว่ามีรูปแบบใดที่องค์กรสามารถนำมาปรับใช้ประโยชน์ เพื่อเพิ่มคุณค่าในทางธุรกิจได้

อย่างไรก็ดีการที่ IT มีผลกระทบต่อการดำเนินงานด้านธุรกิจอย่างมากในประเทศไทย อาจมีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น ผลกระทบของตลาดโลกโดยการย้ายถิ่นฐานการลงทุนของต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ เช่น ธุรกิจค้าปลีกของบริษัท TESCO LOTUS ของอังกฤษเมื่อขยายฐานการลงทุนเข้ามาในไทย ก็มีการนำ IT เข้ามาใช้กับธุรกิจของตน เพื่อประสิทธิภาพในการจัดการข่าวสารและการบริการลูกค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจคู่แข่งด้วย องค์กรอื่นก็จะต้องมีการปรับกลยุทธ์ของตนเอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งแนวคิดของกลยุทธ์ที่ธุรกิจไทยนำมาใช้ส่วนใหญ่ จะเป็นการนำเข้าแนวคิดหรือกลยุทธ์ของต่างชาติ โดยขอยกตัวอย่างบุคคล 3 ท่านที่จัดเป็นกูรู (ปรมจารย์) ซึ่งแนวคิดของ 3 ท่านนี้มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจไทยและการศึกษา ดังนี้ (www.businessthai.co.th)

 

1. ศ.ดร.ไมเคิล อี ฟอร์เตอร์: แห่งฮาร์วาร์ด เจ้าตำรับความคิด “การเพิ่มขีดความสามารถเชิงการแข่งขัน “ โดยผลงานที่สร้างชื่อเสียงแก่ Porter มากที่สุดได้แก่หนังสือเรื่อง Competitive Strategy ในหนังสือเล่มนี้ได้เสนอ Model “พลังทั้ง 5” หรือ FIVE Force อธิบายถึงการวางตำแหน่งบริษัทในอุตสาหกรรม แล้วใช้พลังทั้ง 5 เป็นแรงกดดันเพื่อสร้างกลยุทธ์ในการตอบสนองทางธุรกิจ 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1) COST LEADERSHIP คือ การเป็นผู้นำด้านราคา เช่น การขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่ง 2) DIFFERENTATION คือ ความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์และบริการ สร้างความเป็นหนึ่งในคุณภาพที่เหนือกว่าคู่แข่ง 3) FOCUS คือ เอาข้อดีด้านราคาและคุณภาพมารวมกัน เช่น ขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าแต่คุณภาพไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด 

2. จอห์น ซี แม็กซ์- เวลล์: เจ้าของหนังสือ “The 21 Irrefutable Laws of Leadership” หรือ “21 กฎเหล็กแห่งการเป็นผู้นำ” เป็นหนังสือที่ทรงพลังอย่างยิ่ง มีเนื้อหาชัดเจนแจ่มแจ้ง ชนิดว่า ถ้าหากใครต้องการจะเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ต้องไม่พลาดที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้

3. ซี.เค.ปราฮาลาด: เจ้าของแนวคิดใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เจ้าของหนังสือ “Competing for The Future” เป็นเจ้าของแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับ Porter อย่างสิ้นเชิง เพราะเขาเสนอการเปลี่ยนกฎเกณฑ์การแข่งขันเสียใหม่ พร้อม ๆ กับการสร้างตลาดใหม่ และเคยโจมตีทฤษฎีของ Porter ว่าใช้ไม่ได้ผลในปัจจุบัน

 

จากการศึกษาเรื่องความสำคัญในการจัดการ IT สามารถสรุปได้ว่า แนวคิดของกูรู (GURU) ต่างชาติ ทั้ง 3 ท่านนี้ มีอิทธิพลอย่างมากในการดำเนินธุรกิจของไทย อีกทั้งการศึกษาของไทยก็ยังเป็นการศึกษาแบบนำเข้า (Import) ทั้งนำเข้าอาจารย์ และตำรา ดังนั้นผู้บริหารขององค์กร ควรใช้ดุลย์พินิจในการปรับใช้กลยุทธ์ร่วมกับ IT ไม่ให้ขัดต่อหลักกฎหมาย สังคมและจริยธรรมของไทยด้วย

 

ประโยชน์ของการให้ความสำคัญในการจัดการ IT

หากผู้บริหารขององค์กรมองเห็นความสำคัญของการจัดการ IT และสามารถปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมกับแผนธุรกิจในระยะสั้นและระยะยาวขององค์กรแล้ว ก็จะนำมาซึ่งประโยชน์หลากหลายด้าน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

บริษัท BMS (Bristol-Myers Squibb) ในอเมริกา เป็นผู้นำทางด้านการผลิตยา เวชภัณฑ์ 

ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและความสวยความงาม จำหน่วยสินค้าให้กับบริษัท เช่น ร้านขายยา โรงพยาบาล และร้านค้าปลีก บริษัทมีคู่แข่งทางธุรกิจประเภทเดียวกันเป็นจำนวนมากทั้งบริษัทผู้ขายตรงขนาดเล็กและขนาดใหญ่ และยากมากที่บริษัทจะรักษาคู่ค้า (Partner) เอาไว้กับตนเอง ดังนั้นบริษัทจึงพยายามปรับตัว เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้โดยการนำ IT เข้ามาใช้และพัฒนาโครงการ Web-Base ระบบ Supply Chain และระบบ E-procement รวมทั้งได้ปรับโครงสร้างองค์กรเสียใหม่ จากเหตุการณ์นี้ทำให้บริษัทได้รับประโยชน์ในการลดจำนวนเอกสารในการดำเนินงาน (paperless) ลดข้อผิดพลาดเรื่องข้อมูลข่าวสาร (Cut down on error) และสามารถขายตรงได้

 

ห้างสรรพสินค้า Wall Mart Department storeในอเมริกา ดำเนินธุรกิจค้าปลีกได้รับยกย่องว่ามีระบบบริหารจัดการ IT ยอดเยี่ยม เช่น สามารถตัดยอดสต๊อกสินค้า ณ. ขาย(Point of Sale :POS) ส่งตรงไปยังบริษัทคู่ค้าทันทีทันใด (Just- in-Time) ช่วยลดปัญหาการมีสินค้าคงเหลือ (Discount Store) ล้นคลัง

 

บริษัท Dell Computer ในอเมริกา ได้นำ IT มาใช้โดยปรับกระบวนการทางธุรกิจ

(Business Process) มีการควบคุมการทำงานทั้งระบบ เช่น ระบบขาย ระบบผลิต ซึ่ง Dell จะใช้วิธีขายสิ้นค้าทาง Internet และจะส่งยอดคำสั่งซื้อ (Order) ของลูกค้าไปยังผู้ผลิต ( Supplier) จึงทำให้ Dell มีสินค้าคงเหลือน้อยมากและได้สินค้าที่ทันสมัย

 

เห็นได้ว่าเมื่อองค์กรต่าง ๆ นำ IT มาใช้จะทำให้ได้รับประโยชน์ และมีต้นทุนในการดำเนินงานที่ต่ำลง ทั้งนี้ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญถึงผลกระทบในการใช้ IT ที่มีกับองค์กรด้วย เนื่องจากการนำ IT เข้ามาใช้นั้นไม่ได้หมายความว่าทุกองค์กรจะประสบความสำเร็จเสมอไป ยังมีองค์กรอีกจำนวนมากที่ล้มเหลวจากการนำ IT มาใช้ เนื่องจากผู้บริหารองค์กรหรือ CEO ส่วนใหญ่ขององค์กรถูกแต่งตั้งมากจากบุคคลที่สังกัดฝ่ายบริหารหรือการเงิน (แต่ในปัจจุบันบุคคลด้าน IT จะถูกแต่งตั้งมากขึ้นแต่ต้องเพิ่มทักษะทางด้านการบริหารด้วย) ซึ่งขาดทักษะและความรอบรู้ทางด้าน IT ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการกระบวนการปรับเปลี่ยนระบบ ขาดความสามารถในการปรับใช้ IT ให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ ขาดความรู้ทางด้านเทคนิควิธี ดังนั้นองค์กรต้องปรับวัฒนธรรมภายใน ให้กลายเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ผู้บริหารจะต้องมีความรู้ด้าน IT สามารถปรับใช้ IT กับการทำงานได้อย่างเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของพนักงานในองค์กร

 

บทสรุป

ปัจจุบันมีการแข่งขันทางธุรกิจทั่วโลก ทำให้บริษัทใหญ่ ๆ พยายามหาทางออกโดยการลดค่าใช้จ่าย เพิ่มผลผลิต และปรับปรุงลูกค้าสัมพันธ์ โดยให้ความสำคัญในการบริหารจัดการกับ IT และนำเข้ามาใช้ในองค์กรมากขึ้น ตลอดจนย้ายธุรกิจไปดำเนินการบน Web เป็นจำนวนมากเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่ำ อีกทั้งยังส่งผลให้สามารถค้าขายได้ทั่วโลก ในการบริหารจัดการกับ IT นั้น ผู้บริหารจะต้องมีความเข้าใจอย่างชัดเจนกับความหมายของ IT ต้องรู้ว่า T จะเข้ามาช่วย I ได้อย่างไร อย่างไรก็ดีการให้ความสำคัญกับ IT อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ผู้บริหารจะต้องมีความรู้ด้าน IT และศึกษาถึงผลกระทบของ IT ที่จะมีต่อองค์กร เพื่อจะได้วางแผนรองรับในการจัดการกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในโอกาสต่อไป

 

 

 

บรรณานุกรม

Efraim Turban, Ephraim Mclean and James Wetherbe. (2002). Information Technology  For

         Management 3 rd Edition. USA.  John Wiley & Sons, Inc.

Efraim Turban, Ephraim McLean and James Wetherbe. (2005). Information Technology for     

          Management: Transforming Organizations in the Digital Economy, 4th Edition. USA. 

          John Wiley & Sons, Inc.

Efraim Turban, Ephraim Mclean and James Wetherbe. (2002). Information Technology  For

         Management 3 rd Edition. USA.  John Wiley & Sons, Inc.

Kenneth C. Laudon and  Jane P. Laudon. (2002).  Management Information Systems. USA.

          Pearson Education Indochina,Inc.

Laudon, K.C. and Laudon, J.P.(2004).  Management Information Systems: Managing the Digital

           Firm, 8th ed. New Jersey:USA. Pearson Education Indochina,Inc.

Oz, E.(1998). Management Information Systems. Course Technology.

Stair, R.M. and  Reynolds, G.W.(1999).  Principle of Information Systems, 4th ed. Course

           Technology.

http://www.wiley.com/college/turban

http://www.businessthai.co.th

http://guy.rinp.ac.th/mis/

Efraim Turban, Ephraim McLean and James Wetherbe. (2005). Information Technology for      

          Management: Transforming Organizations in the Digital Economy, 4th Edition. USA. 

          John Wiley & Sons, Inc.

http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/prajuab/tanyalak_k/6/c6.htm

http://www.police.go.th/policenews/show.php?news_id=2&cat=CRC1&id=1

http://www.ictlaw.thaigov.net/cc/general_info3.html

http://www.mcot.or.th

http://www.cio.com

http://www.mis.com

http://www.zdnet.com

 

แหล่งที่มา : กรณีศึกษาจาก www.spu.ac.th

 

 www.No-Poor.com

กิฟฟารีน,ธุรกิจเสริม,อาชีพเสริม,รายได้เสริม,ธุรกิจออนไลน, giffarine

 
 
eXTReMe Tracker