ร้านค้าวิถีชาวบ้านก้าวสู่อีคอมเมิร์ซ
(Upgrading Rural
Stores to E-commerce)
บทคัดย่อ
ธุรกิจการค้าบนโลกเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web) มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นในทุกปี
และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ของกลุ่มผู้ใช้ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ภาคธุรกิจทุกขนาดได้เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายและประชาสัมพันธ์ธุรกิจร้านค้า
โดยสร้างเว็บไซต์เป็นเครืองมือในการขับเคลื่อนธุรกิจ ดังนั้นการคงอยู่ของเว็บไซต์
อีคอมเมิร์ซที่พัฒนาขึ้น จึงเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะคงความอยู่รอดและขยายฐานธุรกิจขององค์กรและร้านค้า
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความรู้เกี่ยวกับ
การพัฒนาเว็บไซต์ การออกแบบเว็บไซต์
การทำเอสอีโอ (SEO) การวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของเว็บไซต์ด้วยกูเกิ้ลทูลส์ (Google
Tools) การโปรโมทเว็บไซต์
(Web Promote) และการวัดผลสำเร็จของเว็บไซต์ เพื่อให้เจ้าของร้านค้าที่ทำการค้าขายตามวิถีชาวช้านทั้งร้านขนาดเล็ก
ขนาดกลาง หรือผู้ที่มีความสนใจที่ต้องการสร้างเว็บไซต์เป็นของตนเองได้นำไปประยุกต์ใช้
และเป็นแนวทางในการสร้างร้านค้าออนไลน์ก้าวสู่ธุรกิจ
อีคอมเมิร์ซในลำดับต่อไป
Abstract
Business on the World Wide Web is growing
incredibly, year after year. The trend of growth is high in both developed and
developing countries. All types of businesses, irrespective of size, may
increase sales and promote the business simply by creating a website and using this as a
business tool. Future further development into E-commerce may be one sure
channel for growth and survival for
the business.
The
objectives
of this article are to present knowledge about website development, website
design, SEO making, website an analysis and perfection using Google tools, web
promotion and websites successful evaluation. Demand
is high for internet business , because many small
and medium size businesses, aside from individual clients, are interested to
create and have websites in order
to transact business online and move into full E-commerce in the future.
บทนำ
การทำธุรกิจในยุคดิจิตอล ทำให้องค์กรพบกับแรงกดดันสามด้าน ได้แก่
แรงกดดันจากตลาดโลก
แรงกดดันด้านเทคโนโลยี
และแรงกดดันด้านสังคม
ไม่ว่าองค์กรนั้นจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ล้วนแต่ได้รับผลกระทบทำให้องค์กรต้องปรับตัวและเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจเพื่อความอยู่รอด
สำหรับการปรับเปลี่ยนกระบวนทางธุรกิจ ของการค้าระดับองค์กร คงสามารถปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจในยุคดิจิตอลได้
เนื่องจากกลุ่มคนทำงานภายในองค์กรเป็นกลุ่มคนมีความรู้ แต่สำหรับร้านค้าขนาดเล็ก หรือการค้าขายตามวิถีชาวบ้านคงยากจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ดียังมีอีกแนวทางหนึ่งที่ร้านค้าขนาดเล็กหรือผู้ค้ารายย่อยจะสามารถตอบสนองต่อแรงกดดันเหล่านั้นได้
คือการนำเทคโนโลยีต้นทุนต่ำมาใช้เพื่อเปลี่ยนรูปการค้าโดย การพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อประชาสัมพันธ์และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า
ทำให้การค้าไม่จำกัดสถานที่และเวลาอีกต่อไป
การพัฒนาเว็บไซต์
โดยปกติแล้วถ้ากล่าวถึงการพัฒนาเว็บไซต์
คงเป็นเรื่องยากพอสมควรถ้าให้ชาวบ้านหรือกลุ่มคนที่ไม่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์เป็นผู้พัฒนา
แต่เว็บไซต์ในปัจจุบันสามารถทำได้ไม่ยากเมื่อเทียบกับในอดีต
เนื่องจากมีหลายแนวทางให้เลือกสำหรับการพัฒนาเว็บ ได้แก่
1)
เว็บที่พัฒนาโดยการเขียนโปรแกรม การสร้างเว็บโดยใช้แนวทางนี้จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีความรู้ด้าน
คอมพิวเตอร์เนื่องจากต้องใช้ทักษะค่อนข้างมากในหลาย
ๆ ด้าน เช่น ทักษะในการใช้ซอฟต์แวร์เว็บโปรแกรมมิ่ง ด้านกราฟิกและการสร้างภาพเคลื่อนไหว ด้านมัลติมิเดียร์ ด้านการออกแบบ การใช้ทฤษฎีสี รวมถึงด้านเทคนิคอื่น ๆ แต่การพัฒนาเว็บด้วยวิธีนี้จะมีข้อดีคือ ได้เว็บที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด
สามารถเพิ่มเติมฟังก์ชั่นและความสามารถต่าง ๆ
ของเว็บได้มากเท่าที่ต้องการ
แต่ก็มีก็เสียคือใช้ระยะเวลาในการพัฒนานานกว่าวิธีการอื่น มีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,200 บาทต่อปี
และต้องอาศัยโปรแกรมเมอร์หรือผู้ที่มีทักษะในการพัฒนาเว็บ การเพิ่มเนื้อหาและปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอนั้น
จะทำได้ลำบากกว่าวิธีการอื่น อย่างไรก็ดีถึงแม้วิธีนี้ต้องใช้ความสามารถค่อนข้างมากแต่ปัจจุบันก็มีเทมเพลต
(Template) ให้ผู้พัฒนาเลือกใช้ เพื่อลดระยะเวลาในการออกแบบเว็บ ดังตัวอย่างในรูปที่ 1

รูปที่ 1
แสดงภาพตัวอย่างเว็บที่พัฒนาโดยการเขียนโปรแกรม
2)
เว็บสำเร็จรูป การสร้างเว็บโดยใช้แนวทางนี้จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ไม่มากนัก ไม่ต้องใช้ทักษะมากก็สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ ใช้ระยะเวลาไม่นาน เว็บสำเร็จรูปจะมีเทมเพลตให้เลือก ดังนั้นผู้พัฒนาไม่จำเป็นต้องออกแบบเว็บด้วยตนเอง
และไม่ต้องเขียนโปรแกรมเชื่อมการทำงานกับฐานข้อมูล เนื่องจากส่วนมากผู้ผลิตเว็บสำเร็จรูปจะเตรียมการรองรับงานในส่วนนี้ไว้แล้ว
ผู้ใช้เพียงแต่เรียนรู้ขั้นตอนการเพิ่มและจัดการกับเนื้อหาบนเว็บ
ซึ่งการเลือกใช้เว็บสำเร็จรูปมีข้อดีคือ ง่ายสำหรับการพัฒนา ลดระยะเวลาในการทำงาน
สะดวกและรวดเร็วสำหรับการปรับปรุงเนื้อหาให้เป็นปัจจุบัน
ไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ก็สามารถใช้งานเว็บประเภทนี้ได้ บางเว็บที่เราเลือกซื้อแพคเก็จนั้น ยังสามารถเป็นเว็บสร้างรายได้ด้วยวิธีการเป็นนายหน้าให้เช่าพื้นที่โฮส
(Host) และบริการจดโดเมนเนม (Domain Name) ที่มีค่าใช้จ่ายไม่สูง อย่างไรก็ดีถึงแม้วิธีนี้จะมีข้อดีอยู่มากแต่ก็มีข้อเสียคือ แบบของเทมเพลตอาจมีให้เลือกไม่มากนัก
ดังนั้นเว็บที่ถูกออกแบบมาอาจไม่ตรงใจทั้งหมด
อีกทั้งอาจจำกัดความสามารถด้านการเขียนโปรแกรมหรือการเพิ่มสคริปต์ต่าง ๆ ภายในเว็บ
มีค่าใช้จ่ายประมาณ 499 บาทต่อปี แสดงตัวอย่างเว็บประเภทนี้ในรูปที่
2

รูปที่ 2 แสดงภาพตัวอย่างเว็บที่พัฒนาโดยเว็บสำเร็จรูป
3)
เว็บฟรี การสร้างเว็บโดยใช้แนวทางนี้จะมีลักษณะเช่นเดียวกับเว็บสำเร็จรูป
ต่างกันตรงที่ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่โฮส (Host) และจดโดเมนเนม (Domain Name) ฟรีทุกอย่าง ผู้ใช้สามารถลงทะเบียนเปิดใช้งานเว็บได้ฟรี
โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
สามารถพัฒนาเว็บไซต์ได้แม้จะไม่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อดีของเว็บฟรีคือ ไม่มีค่าใช้จ่าย พัฒนาเว็บได้ในเวลาอันรวดเร็ว มีเทมเพลตให้เลือก มีเลเอาท์ (Layout) และรูปแบบของเมนูให้ปรับแต่งแก้ไขให้ตรงความต้องการ ใช้งานง่าย
สะดวกในการปรับปรุงและเพิ่มเติมเนื้อหา แต่ก็ยังมีข้อเสียคือ จำกัดพื้นที่วางข้อมูลเพียง 10 MB เพิ่มบทความได้ 30 บทความ
และถ้าเสถียรภาพของคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ (Server) ที่เก็บข้อมูลเว็บของลูกค้าจำนวนมหาศาลเหล่านี้ไม่มั่นคงพอ อาจทำให้ระบบหยุดชะงักไม่สามารถให้บริการเว็บได้ในบางช่วงเวลา และถึงแม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ส่งผลเสียต่อเว็บร้านค้าออนไลน์
(Online) ที่ใช้บริการอยู่ขณะนั้นได้ นอกจากนี้หากต้องการใช้งานระบบฐานข้อมูล
เช่น เว็บสำหรับสมัครสมาชิก
เว็บในการสั่งซื้อสินค้า
ผู้ใช้จำเป็นต้องซื้อแพคเก็จเพิ่มเพราะอยู่นอกเหนือขอบเขตการให้บริการ แสดงตัวอย่างเว็บประเภทนี้ในรูปที่ 3

รูปที่ 3 แสดงภาพตัวอย่างเว็บที่พัฒนาโดยเว็บฟรี
อย่างไรก็ตาม
วิธีพัฒนาเว็บที่ง่ายที่สุดคือการใช้เว็บฟรี เว็บสำเร็จรูป และเว็บที่พัฒนาโดยการเขียนโปรแกรม ตามลำดับ สำหรับร้านค้าขนาดเล็กที่ค้าขายสินค้าตามวิถีชาวบ้าน หากต้องการย้ายเข้าสู่ร้านค้าออนไลน์เพื่อทำเป็นธุรกิจ
อีคอมเมิร์ซ
(E-Commerce) การเลือกใช้เว็บฟรี
น่าจะมีความเหมาะสมที่สุดเนื่องจาก ใช้งานง่าย พัฒนาได้ในเวลาอันรวดเร็วแม้ไม่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์
อีกทั้งยังไม่มีค่าใช้จ่าย
สามารถเรียนรู้และศึกษาวิธีการพัฒนาเว็บด้วยแนวทางนี้ได้ที่ http://gurukm.igetweb.com/ หลังจากที่ใช้งานเว็บฟรีไปได้สักระยะ ก็สามารถเปลี่ยนไปใช้เว็บสำเร็จรูป หรือเว็บที่พัฒนาโดยการเขียนโปรแกรม เพื่อสร้างเว็บที่ตรงใจมากที่สุด
นอกจากการเลือกแนวทางในการพัฒนาเว็บที่เหมาะสมแล้ว การออกแบบเว็บไซต์ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ
เนื่องจากสามารถดึงดูด และสร้างความประทับใจให้กับผู้เยี่ยมชมเว็บได้เป็นอย่างดี
การออกแบบเว็บไซต์
ก่อนลงมือพัฒนาเว็บ
ผู้พัฒนาต้องรู้ว่าเว็บที่จะทำการพัฒนานั้นเป็นเว็บประเภทใด เช่น เว็บขายสินค้า เว็บบริการ เว็บประชาสัมพันธ์ หรือเว็บสันทนาการ
จากนั้นเขียนขอบเขตเพื่อระบุความสามารถของเว็บในการรองรับการทำงาน เช่น
เว็บขายสินค้า
สามารถแสดงผลข้อมูลสินค้า รูปภาพ
ราคา
สามารถสั่งซื้อสินค้าออนไลน์
คำนวณจำนวณเงิน
มีระบบเว็บบอร์ด แชตรูม และระบบสมาชิก เป็นต้น จากนั้นทำการเขียนโครงร่างเนื้อหาเพื่อจัดวางเลเอาท์
(Layout) สำหรับแสดงผล กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าเยื่ยมชม เช่น กลุ่มคนทั้งหญิงและชาย ช่วงอายุ 15-50 ปี
ถิ่นฐานประเทศไทย
หากเป้าหมายเป็นชาวต่างชาติด้วยจำเป็นต้องพัฒนาเว็บสองภาษาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ นอกจากนี้เราต้องคาดการว่าเว็บที่พัฒนาสามารถสร้างรายได้จากช่องทางใดบ้าง เช่น
รายได้หลักของเว็บอาจมาจากการขายสินค้าออนไลน์ หรือจากการสร้างเครือข่ายผู้บริโภคสินค้า นอกเหนือไปจากนั้นเว็บของเรายังสามารถสร้างรายได้เสริมได้อีกทางหนึ่ง
เช่น
การใช้เช่าพื้นที่เว็บเพื่อลงโฆษณาแบนเนอร์ (Banner) โฆษณาชนิดข้อความ (Text) หรือโฆษณาให้กับสื่อนิภา (NIPA) เว็บไทยไม่มีดอทและโฆษณาให้กับกูเกิลแอดเซ็นซ์
(Google Adsense)
นอกจากนี้การกำหนดข้อความที่จะให้แสดงบนไทเทิลบาร์
(Title
Bar) ของเว็บยังมีผลอย่างมากที่จะทำให้ติดอันดับการค้นหาของเสิรซ์เอ็นจิ้น1
(Search Engine) อย่างเช่น กูเกิ้ล (google.co.th) ลิฟว์ (live.com) และยาฮู (yahoo.com) หากได้ออกแบบไว้ตั้งแต่ครั้งแรกจะช่วยลดเวลาในการย้อนกลับไปแก้ไข ดังตัวอย่างในรูปที่ 4

รูปที่ 4 แสดงตัวอย่างการใช้ความบนไทเทิลบาร์ (Title Bar)
จากรูป 4 อาจต้องปรับข้อความบนไทเทิลบาร์ และคำอธิบายในสองบรรทัดแรก
เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการค้นหามากที่สุด
นอกจากนี้การตั้งชื่อเว็บก็มีความสำคัญไม่น้อยและควรสื่อความหมายกับสินค้าในร้านที่จะนำเสนอ เช่น เว็บจำหน่ายสุนัขอาจตั้งชื่อง่าย ๆ อย่างเช่น manydogs.igetweb.com เป็นต้น
หลังจากทำทุกอย่างตามที่กล่าวมาแล้ว
การออกแบบหน้าแรกของเว็บ (Index page) ควรหลีกเลี่ยงการใช้เฟรม (Frame) เนื่องจากเสิร์ซเอ็นจิ้นบางชนิดจะไม่รับลงทะเบียนหน้าเว็บที่ใช้เฟรม ส่วนการใช้สีก็ควรคำนึงถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
เช่น ถ้าออกแบบโดยใช้โทนสีฟ้าจะให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายตา โทนสีแดงให้ความรู้สึกโดดเด่น
ร้อนแรงและตื่นเต้น
ส่วนโทนสีดำให้ความรู้สึกขรึม
สุขุม น่าค้นหา การใช้โทนสีดำยังช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย
พร้อมกันนั้นองค์ประกอบหน้าแรกของเว็บเพ็จซึ่งประกอบด้วยสามส่วน ได้แก่ ส่วนหัว (Header) ส่วนเนื้อหา
(Body) และส่วนท้าย
(Footer) ล้วนแล้วแต่สำคัญทั้งสิ้นผู้ออกแบบจำเป็นต้องรู้เทคนิค เช่น ส่วนหัว(Header)
ควรวางภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านให้โดดเด่น
เพราะจากการศึกษาพบว่าคนไทยชอบเว็บที่มีรูปภาพมากกว่าที่เป็นข้อความ จากนั้นพิจารณาตำแหน่งการวางเมนูโดยอาจเลือกระบบเมนูด้านบนหรือเมนูด้านซ้าย ส่วนเนื้อหา
(Body) สำหรับข้อความสามบรรทัดของย่อหน้าแรกจะมีความสำคัญมากให้ใส่คำหลัก
(Keyword) ที่ใช้ค้นหาลงในสามบรรทัดนี้ด้วย ส่วนท้าย (Footer) ให้มีประโยคสรุปเนื้อหาตอนท้ายของเว็บประมาณสองบรรทัดโดยใส่คำหลักสำหรับค้นหาไว้ด้วย
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า
การวางแผนและออกแบบเว็บเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดระยะเวลาที่ต้องย้อนกลับมาแก้ไขงาน หากไม่ได้ทำการออกแบบให้ดีตั้งแต่เริ่มต้น
และหลังจากพัฒนาเว็บเสร็จสมบูรณ์แล้ว
แนวทางที่จะทำให้เว็บติดอันดับกูเกิ้ล (google.co.th) โดยเทคนิคเอสอีโอ (SEO) ก็เป็นวิธีการสำคัญที่ต้องนำมาใช้
การทำเอสอีโอ
(SEO)
SEO (Search Engine Optimization)
เป็นเทคนิคในการออกแบบเว็บเพื่อให้ติดอันดับเว็บเสิร์ซเอ็นจิ้น เมื่อเราเปิดร้านค้าออนไลน์ย่อมต้องการให้ลูกค้าเดินเข้าร้านเพื่อซื้อสินค้าและบริการ
ซึ่งลูกค้าอาจเข้าเว็บของเราโดยพิมพ์ชื่อเว็บโดยตรง หรืออาจใช้วิธีการค้นหาโดยพิมพ์คำหลัก (Keyword)
สำหรับค้นหาในลงเว็บเสิร์ซเอ็นจิ้น
เมื่อคำค้นหาตรงกับคำที่กำหนดไว้ในเว็บของเรา
เสิร์ซเอ็นจิ้นก็จะเรียกเว็บของเราขึ้นแสดงผล จากการศึกษาพบว่า
การค้นหาข้อมูลผ่านเว็บเสิร์ซเอ็นจิ้นในโลกเวิลด์ไวด์เว็บ (World
Wide Web) เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาลูกค้าเดินทางเข้าสู่ร้าน แสดงตัวอย่างการค้นหาในรูปที่
5
1เสิร์ซเอ็นจิ้น (Search
Engine) คือ เว็บไซต์ที่ให้บริการค้นหาข้อมูลบนโลกไซเบอร์
(Cyber) ซึ่งข้อมูลอาจอยู่ในรูปแบบของข้อความ รูปภาพ และสื่อมัลติมีเดีย
เว็บเสิร์ซเอ็นจิ้นจะใช้หุ่นยนต์ (Robot)
ทำหน้าที่สืบค้นข้อมูลในระบบฐานข้อมูลด้วยการทำดัชนี (Index) และโรบ็อตสามารถเดินทางจากเว็บหนึ่งไปยังอีกเว็บหนึ่งผ่านไฮเปอร์ลิ้งค์
(Hyperlink)

รูปที่ 5 การค้นหาโดยใช้คำหลัก บ้านพักโฮมสเตย์
ในเว็บเสิร์ซเอ็นจิ้น (google.co.th)
จากการค้นหาตามรูปที่
5 พบว่า มีการแสดงผลเว็บที่ตรงกับคำค้นหาไม่ต่ำกว่า 10 หน้า แต่ละหน้าแสดงผลจำนวน
10 เว็บ ซึ่งจากสถิติพบว่าการติดอันดับต้น ๆ ในสองหน้าแรกนั้นจะมีโอกาสถูกคลิกเข้าเยี่ยมชมจากลูกค้ามากกว่าหน้าหลัง
ๆ
ด้วยเหตุนี้ผู้พัฒนาเว็บจำเป็นต้องรู้เทคนิคการทำ SEO สำหรับแข่งขันกับผู้พัฒนาเว็บรายอื่นเพื่อชิงการแสดงผลในอันดับต้น
ๆ ของกูเกิ้ลและเสิร์ซเอ็นจิ้นอื่น
ซึ่งการทำ SEO มีสองแบบคือ การทำเอสอีโอบนหน้าเว็บ (SEO On Page) และการทำเอสอีโอฉากหลังเว็บ (SEO Off
Page) ดังนี้ (http://seo.siamsupport.com/blog/search-engine/)
1)
การทำเอสอีโอบนหน้าเว็บ (SEO On Page) มีลักษณะดังนี้
1. ใส่คีย์เวิร์ด (Keyword) ในไทเทิ้ล (Title) ของหน้าเว็บ การใส่คำค้นหา (Keyword) ลงในแท็กคำสั่งเช่น
<Title> คีย์หลัก
คีย์รอง คีย์อื่น ๆ
</Title>
เป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะจะทำให้เสิร์ซเอ็นจิ้น
เรียกเว็บไซต์ที่ข้อความในช่องค้นหา ตรงกับข้อความที่อยู่ในไทเทิ้ลบาร์
(Title
bar) ของเว็บนั้น ๆ
ส่งผลให้เว็บของเราแสดงผลในลำดับต้น ๆ แต่อย่าลืมว่าข้อความบนไทเทิ้ลของเว็บแต่ละหน้าที่กำหนดควรสื่อความหมายกับเนื้อหาในหน้า
(Page) ที่จะแสดงผลด้วย
2. กำหนดคีเวิร์ดและคำอธิบายในแท็กคำสั่งเมต้า
(Meta
tag) ตามลำดับความสำคัญ สามารถกำหนด
คำค้นหาในแท็กคำสั่งเมต้าคีย์เวิร์ด ดังนี้
<B><meta
name="Keywords" content="คีย์เวิร์ดหลัก, คีย์เวิร์ดรอง, คีย์เวิร์ดรอง/></B>
และกำหนดคำอธิบายของคีย์เวิร์ดในแท็กคำสั่งเดสคริปชั่น
ดังนี้
<meta
name="Description" content="ใส่คำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ด"/>
ต้องกำหนดชุดคำสั่งเมต้าภายในแท็กคำสั่งไทเทิ้ล
<Title>
</Title> ก่อนที่จะเริ่มคำสั่งบอดี้ <Body>
</Body>
3. ใส่คีย์เวิร์ดลงในสามบรรทัดของย่อหน้าแรกด้วยตัวหนา ข้อความที่แสดงลงในย่อหน้าแรกควรให้มีคี
เวิร์ดอยู่ด้วยและเน้นให้เป็นตัวหนา
เช่น
[Body][B]
คีย์เวิร์ด [/B][/Body] หรือ
[Body][H1] คีย์เวิร์ด [/H1][/Body]
การกำหนดลักษณะเช่นนี้จะทำให้เสิร์ซเอ็นจิ้นรู้ว่าคำที่กำหนดเป็นตัวหนาหรือตัวใหญ่เป็นคำที่เราต้องการ
เน้นและให้ความสำคัญเป็นพิเศษจะทำให้เสิร์ซเอ็นจิ้นเก็บข้อมูลได้ง่าย
4. หลีกเลี่ยงการออกแบบเว็บไซต์ด้วยโปรแกรมแฟลช(Flash)
หรือรูปภาพเยอะโดยไม่มีตัวหนังสือ การ
ใช้ไฟล์แฟลช ที่แสดงภาพเคลื่อนไหวควรใส่ไม่เกินสามจุดภายในเว็บ
และการที่เว็บใส่รูปภาพมากเกินไปจะทำให้ใช้เวลาในการเรียกเว็บนานกว่าปกติ
อีกทั้งเสิร์ซเอ็นจิ้นไม่สามารถอ่านข้อมูลเหล่านี้ได้จะอ่านได้เฉพาะข้อมูลที่เป็นข้อความเท่านั้น
5. หลีกเลี่ยงการออกแบบเว็บไซต์ด้วยเฟรม (Frame) เนื่องจากบางเสิร์ซเอ็นจิ้นจะไม่รับลงทะเบียนเว็บที่
ออกแบบด้วยเฟรมเพราะในหนึ่งเฟรมจะประกอบด้วยการรวมเว็บหลายหน้าแบ่งเนื้อหาออกเป็นหลายส่วน
ทำให้เสิร์ซเอ็นจิ้นหาเว็บของเราไม่เจอ
6. เขียนเว็บด้วยโค้ด
(Code) ง่าย ๆ ไม่สลับสับซ้อน ออกแบบเว็บโดยใช้โค้ดที่สั้นและกระชับทำให้ง่ายต่อ
การค้นหาของเสิร์ซเอ็นจิ้น
อย่าใช้เทเบิ้ล (Table) และใส่จาวาสคริปต์ (JavaScript)
รวมถึงออกแบบเว็บโดยใช้ซีเอสเอส(CSS) มากจนเกินไป
7. ควรตั้งชื่อไดเร็กทอรี่
(Directory) ชื่อไฟล์รูปภาพ และใส่คำอธิบายให้กับภาพ ชื่อไดเร็กทอรี่ที่ใช้เก็บ
รูปภาพและข้อมูล ชื่อไฟล์รูปภาพควรตั้งให้ตรงกับคีย์เวิร์ด และควรใส่คำอธิบายภาพในแท็กคำสั่ง
<Alt> คำอธิบายและคีย์เวิร์ด </Alt>
จะทำให้เสิร์ซเอ็นจิ้นรู้จักภาพนั้นซึ่งส่งผลต่อการค้นหาอีกด้วย
8. ใส่คีย์เวริด์
ให้หนาแน่นภายในหน้าเว็บไซต์ ถ้าภายในหน้าเว็บมีคีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ หลายที่ เสิร์ซเอ็นจิ้นจะ
ให้ความสำคัญกับส่วนนั้น แต่ก็ควรใส่ไม่เกิน 20%
เพราะถ้ามากเกินไปเสิร์ซเอ็นจิ้นอาจมองเป็นคีย์เวิร์ดแสปม (Keyword
Spam) และอาจทำให้เว็บโดนบล็อกได้ สามารถวิเคราะห์คีย์เวิร์ดได้ที่ http://www.ranks.nl/cgi-bin/ranksnl/spider/spider.cgi?lang=
9. ขนาดไฟล์เอชทีเอ็มแอล
(HTML) ของหน้าเว็บไซต์ไม่ควรเกิน 32K ถ้าอินเด็กซ์ไฟล์ (Index File) ของ
เว็บหน้าแรกขนาดเกิน
32K อาจทำให้เสิร์ซเอ็นจิ้นเก็บข้อมูลภายในเว็บได้ไม่ครบทั้งหมด
10. ใช้คีย์เวิร์ดที่บริเวณข้อความเชื่อมโยง
(Text link) เมื่อเนื้อหาภายในเว็บมีการสร้างการเชื่อมโยงชนิดข้อความ
ให้แทรกคีเวิร์ดเข้าไปในแท็กคำสั่งด้วย
เช่น
[A href=http://www.giffarineguru.com/] ระบุคีเวิร์ด[/A]
11. แลกลิ้งค์กับเว็บไซต์อื่น
จะเป็นการเพิ่มช่องทางให้คนเข้าเว็บของเรามากขึ้นและถ้าจำนวนคนเข้าเว็บใน
แต่ละวันมียอดสูงจะส่งผลให้เว็บได้เลื่อนอันดับสูงขึ้น และได้คะแนนความนิยมเป็นค่าพีอาร์ (Page Rank :PR)โดยจะมีค่าในช่วงระหว่าง 1-10 คะแนน เว็บที่มีคนนิยมเข้าเยอะเสิร์ซเอ็นจิ้นจะให้ความสำคัญโดยใช้คะแนนเป็นตัวเลขค่า
PR และมีผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ในกูเกิ้ล สามารถตรวจสอบ PR
ของเว็บไซต์ได้ที่ http://www.prchecker.info/check_page_rank.php และไม่ควรแลกลิ้งค์
(link) กับเว็บลามก
อนาจารผิดศิลธรรม ถึงแม้เว็บเหล่านั้นจะได้รับความนิยมในการเข้าชมก็ตาม เพราะอาจทำให้เว็บของเราถูกแบนจากกูเกิ้ลเสิร์ซเอ็นจิ้นได้
(Google Ban)
12. การลงทะเบียนเว็บ
(Add URL)
เป็นการเข้าไปกรอกข้อมูลชื่อเว็บของเราไว้ในเว็บเสิร์ซเอ็นจิ้นเพื่อให้
รู้จักเว็บของเรา
หากไม่ลงทะเบียนเพื่อแนะนำเว็บ ถึงแม้เราจะกำหนดคีย์เวิร์ดเอาไว้อย่างดีและถูกต้องตามหลักการ โปรแกรมโรบ๊อท (Robot)
ที่ใช้สำหรับการค้นหาข้อมูลของเสิร์ซเอ็นจิ้นอาจจะไม่รู้จักเว็บเรา
และไม่เรียกขึ้นมาแสดงผลก็ได้
ดังนั้นการลงทะเบียนเว็บจึงน่าจะเป็นขั้นตอนแรกที่ควรทำหลังจากที่สร้างเว็บเสร็จแล้ว
13. จดชื่อโดเมนเนม (Domain Name) ด้วยคีย์เวิร์ด ชื่อโดเมนเนมหรือ URL ของเว็บควรใช้คีย์เวิร์ดหรือ
เป็นชื่อเดียวกับบริษัทเพราะระบบกูเกิ้ลเอสเซ็นส์ (Google
AdSense) ซึ่งเป็นบริการของกูเกิ้ลที่นำเอาผู้ประกอบการซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์เข้าร่วมโครงการใช้เว็บเป็นสื่อกลางในการโฆษณาเพื่อสร้างรายได้ โดยคนที่ลงโฆษณานั้นจะจ่ายเงินตามคีย์เวิร์ดที่เขากำหนด และกูเกิ้ลเอสเซ็นส์ จะให้ความสำคัญที่ชื่อโดเมนเนมเป็นหลัก(http://www.basicstep.blogspot.com/)
14. วางกรอบเนื้อหาของแต่ละหน้า
(Page) ให้เป็นหมวดหมู่และเป็นเนื้อหาในเรื่องเดียวกัน เช่น หน้าที่
แสดงข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ หน้าเกี่ยวกับความงาม หรือหน้าเกี่ยวกับบทความ รวมถึงจัดเนื้อหาให้มีการเชื่อมโยง
และเข้าถึงได้ง่าย
2)
การทำเอสอีโอฉากหลังเว็บ (SEO Off Page) คือ สิ่งต่าง ๆ ที่เสิร์ซเอ็นจิ้นไปพบเจอมา
ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฎ
อยู่ในหน้าเอกสารของเว็บไซต์
มีลักษณะดังนี้
1.
การทำไซต์แม็พ (Sitemap) คือ แผนที่หรือโครงสร้างในการท่องเว็บไซต์เพื่อให้เสิร์ซเอ็นจิ้นที่วิ่งมาใน
เว็บของเราแล้วรู้ว่าควรจะไปทางไหน ถ้ามีไซต์แม็พก็เสมือนมีแผนที่คอยบอกทาง สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมสำหรับสร้างไซต์แม็พได้ที่ (http://www.coffeecup.com/google-sitemapper/download.php) เมื่อสร้างไซต์แม็พเสร็จแล้วจำเป็นต้องลงทะเบียน (Submit) แจ้งให้กูเกิ้ลทราบเพื่อที่กูเกิ้ลจะได้จัดทำดัชนี (Google Index) รายชื่อเว็บของเราในแต่ละหน้า เรสามารถตรวจสอบจำนวนหน้าเว็บที่กูเกิ้ลจัดเก็บไว้ในดัชนี ได้ที่ http://www.google.com/search?q=site:madeadsense.com&hl=en&filter=0

รูปที่ 6
แสดงตัวอย่างการตรวจสอบจำนวนหน้าของเว็บไซต์ที่กูเกิ้ลเก็บไว้ในดัชนี
จากรูปที่
6 ในช่องค้นหาให้พิมพ์ชื่อข้อความ site:ตามด้วยชื่อเว็บไซต์ของเรา เพื่อตรวจสอบว่ากูเกิ้ลได้เก็บจำนวนหน้าของเว็บไซต์เราไว้กี่หน้า
การแสดงผลไม่ควรต่ำกว่า 10 หน้า
ถ้าพบว่าน้อยกว่าควรจัดการเพิ่มจำนวนหน้าและเนื้อหาภายในเว็บแนะนำ ให้มากกว่า
1,000 หน้าขึ้นไป จากนั้นทำไซต์แม๊พใหม่อีกครั้งแล้วส่งไปลงทะเบียนกับกู้เกิ้ล
(Submit Site) เพื่อให้กูเกิ้ลเข้ามาเก็บข้อมูลใหม่อีกครั้ง และอย่าลืมปรับปรุงเนื้อหาภายในเว็บอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งถึงสองครั้ง
การที่เรามีจำนวนเว็บหลายหน้าจะทำให้มีโอกาสถูกเก็บข้อมูลจากกูเกิ้ลอินเด็กซ์มากขึ้น
(http://www.madeadsense.com/index.php?subaction=showcomments&id=1178055937&archive=&start_from=&ucat=4&)
2. การเพิ่มลิ้งค์
(Link Popularity)
ลักษณะของการเพิ่มลิ้งค์ในเว็บทำได้สองแบบ คือ การเพิ่มลิ้งค์แบบทาง
เดียว
(one way link)
และการแลกลิ้งค์ (link exchange)
ซึ่งการเพิ่มลิ้งค์แบบทางเดียวทำได้โดยพัฒนาเนื้อหาภายในเว็บให้เป็นที่น่าสนใจ
และให้เว็บไซต์อื่นลิ้งค์ข้อมูลมายังเรา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องลิ้งค์กลับ ส่วนการแลกลิ้งค์ก็ทำได้โดยนำโค้ดแบนเนอร์
(Banner Code) ของเว็บอื่นมาติดตั้งยังเว็บเรา
จากนั้นส่งจดหมายแจ้งกลับพร้อมส่งโค้ดลิ้งค์ของเราไปด้วยเพื่อให้เว็บนั้นติดตั้งให้
3. การเพิ่มรายชื่อเว็บไซต์ในกลุ่มไดเร็กทอรี่
(Directory
Listing)
หรือที่เรียกว่า (Submit Directory) คือการ
เพิ่มชื่อยูอาร์แอล(URL) ของเว็บเราไปยังเสิร์ซเอ็นจิ้นต่าง
ๆ ตามหมวดหมู่ที่เสิร์ซเอ็นจิ้นเหล่านั้นจัดไว้แล้ว เช่น หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้า หมวดหมู่บริการ หมวดหมู่สุขภาพและความงาม เป็นต้น
4. การสร้างสัมคมเสมือนบนเครือข่าย
(Social
Networking) ทำได้โดยการสร้างเว็บบล๊อก
(Blog) ให้กลุ่ม
คนที่มีความรักและชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน
เข้าร่วมพบปะ พูดคุย
แลกเปลียนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
5. การทำซิกเนเจอร์
(Signature) คือการสร้างลิ้งค์แบบทางเดียวอีกรูปแบบหนึ่งสามารถทำได้โดย พิมพ์ชื่อ
เว็บของเราซึ่งเป็นข้อความลิ้งตอบกลับเมล์
(Reply Mail) กลับไปยังผู้ส่ง
สามารถเลือกตอบกลับไปยังผู้ส่งคนเดียว หรือตอบกลับไปยังทุกอีเมย์ที่แนบมาด้วย หรือสามารถส่งต่อเมล์ (Forward
Mail) ที่เราได้รับนี้ไปยังเพื่อน ๆ นอกจากนี้ยังสามารถทำซิกเนเจอร์โดยการโพสท์ไว้ที่เว็บบอร์ด
(Post Webboard) เพื่อเพิ่มช่องทางในการลิ้งค์เข้ามายังเว็บของเรา
จากที่กล่าวมาข้างต้น การทำเอสอีโอ(SEO) ทั้งแบบบนหน้าเว็บ
(ควบคุมปัจจัยเนื้อหาภายในเว็บไซต์)
และแบบฉากหลังเว็บ (ควบคุมปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องกับเว็บ)
ทั้งสองรูปแบบนี้เป็นเทคนิคสำคัญที่จะทำให้เว็บติดอันดับความนิยม เว็บใดสามารถทำเอสอีโอ
(SEO) ได้ดีกว่าก็จะมีโอกาสถูกเรียกให้แสดงผลในลำดับต้น ๆ
ของกูเกิ้ลเสิร์ซเอ็นจิ้น และเมื่อจัดทำเว็บโดยใช้เทคนิคเอสอีโอ (SEO) แล้วสิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้ก็คือการวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของเว็บซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องตรวจสอบอยู่เสมอ
เพื่อให้เราไม่พลาดพรั้งและหล่นอันดับเอาได้ง่าย ๆ
การวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของเว็บด้วยกูเกิ้ลทูลส์
(Google
Tools)
กูเกิ้ลทูลส์เป็นเครื่องมือที่ผู้ดูแลพัฒนาเว็บอย่างเว็บมาสเตอร์ (Web
Master) จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของเว็บ สามารถลงทะเบียนเพื่อเรียกใช้เครื่องมือนี้ได้ที่ http://www.google.co.th/webmasters/ ซึ่งการใช้เครื่องเมือกูเกิ้ลเว็บมาสเตอร์ทูลส์
(Google Webmaster
Tools) จะสามารถช่วยวิเคราะห์หาความผิดพลาดของเว็บไซต์เรา
ซึ่งในเครื่องมือนี้มีความสามารถดังนี้
1.
การแสดงภาพรวมที่กูเกิ้ลมองเว็บของเรา
เครื่องมือนี้จะทำให้เราทราบว่ากูเกิ้ลมองเห็นเว็บของเรา
หรือไม่ สถานะอินเด็กซ์ไฟล์ (Index File) ผิดพลาดหรือไม่
รวมถึงบอกจำนวนหน้าในเว็บที่กูเกิ้ลค้นหาไม่พบ ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากการที่เราเคยอัพโหลด (Upload)
ไฟข้อมูลเอาไว้แต่ภายหลังได้ลบทิ้ง ทำกูเกิ้ลยังจดจำข้อมูลนั้นอยู่
2.
การวินิจฉัยเว็บ จะประกอบด้วยการวิเคราะห์เว็บและเนื้อหาภายในเว็บ
ซึ่งการวิเคราะห์เนื้อหา
ภายในเว็บนั้นสิ่งสำคัญที่กูเกิ้ลจะบอกกับเราก็คือ จำนวนคำอธิบายในเมต้าแท็ก (Meta
Descriptions) ที่ซ้ำกันของเว็บแต่ละหน้า
คำอธิบายที่สั้นและยาวจนเกินไป
ซึ่งการใส่ข้อมูลซ้ำจะทำให้เว็บของเราเสียประโยชน์
นอกจากนี้ยังแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับคำสั่งในแท็กไทเทิ้ล (Title Tags) ที่ผิดรูปแบบ
การใช้ข้อความบนไทเทิ้ลบาร์ที่ซ้ำกัน รวมถึงไทเทิ้ลบาร์ที่สั้นและยาวจนเกินไป
3.
ข้อมูลสถิติในการเข้าใช้งานเว็บ จะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับ 20
อันดับคำหลัก (Keywords)
ที่ถูกใช้บ่อย
สถิตคนเข้า
เว็บในช่วง
90 วันที่ผ่านมา
สถานะของเว็บว่ากูเกิ้ลมองเห็นเว็บของเราทั้งหมดกี่หน้า มีเว็บไดบ้างที่ลิ้งค์ (link) มายังเว็บของเรา
และข้อมูลเกี่ยวกับเว็บของเราที่กูเกิ้ลรู้จักในขณะนี้
4.
ข้อมูลเกี่ยวกับการเชื่อมโยงภายในและภายนอกของเว็บไซต์
ซึ่งจะแสดงจำนวนลิ้งค์ที่เราเชื่อมโยงออกไป
ภายนอก
และจำนวนที่เราลิ้งค์ภายในเว็บ
5.
ข้อมูลเกี่ยวกับไซต์แม็พ (Sitemap) เช่น
แจ้งเตือนความผิดพลาดในการเพิ่มไซต์แม็พไปยังกูเกิ้ล
6.
เครื่องมืออื่น ๆ เช่น
เครื่องมือสร้างไฟล์โรบ๊อต (robots.txt)
เพื่อใช้ป้องกันการถูกค้นหาจากเสิร์ซเอ็นจิ้น และ
เครื่องมือในการลบยูอาร์แอล(URL) ที่ไม่ใช้แล้ว
ซึ่งแสดงภาพตัวอย่างการใช้เครื่องมือเกิ้ลเว็บมาสเตอร์ทูลส์ ในรูปที่ 7

รูปที่ 7 แสดงภาพรวมการวิเคราะห์เว็บโดยใช้แครื่องมือกูเกิ้ลเว็บมาสเตอร์
เมื่อการพัฒนาเว็บไซต์เสร็จสมบูรณ์ และได้นำเทคนิคของเอสอีโอ (SEO) มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เว็บนั้นติดอันดับต้น
ๆ ของเสิร์ซเอ็นจิ้น รวมทั้งได้ทำการวิเคราะห์เว็บโดยใช้กูเกิ้ลเว็บมาสเตอร์ทูลส์เพื่อค้นหาข้อผิดพลาดของเว็บแล้ว
ลำดับต่อไปที่จะขาดเสียไม่ได้ก็คือการโปรโมทเว็บไซต์ เพื่อให้เป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไป
การโปรโมทเว็บไซต์
(Web
Promote)
เป็นการประชาสัมพันธ์เว็บเพื่อให้เป็นที่รู้จัก
นับเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เว็บของเรานั้นอยู่รอดได้ ซึ่งบางแนวทางอาจตรงกับวิธีการของเอสอีโอ
(SEO) สามารถประชาสัมพันธ์เว็บได้หลายวิธี ดังนี้
1. การลงทะเบียนเว็บ (Submit URL) เป็นการแนะนำเว็บของเราให้เสิร์ซเอ็นจิ้นรู้จัก ซึ่งมีแหล่งให้เข้าไปลงทะเบียนได้ที่ http://bcoms.net/promoteweb/
นอกจากนี้ยังมีเว็บบางแห่งให้ดาวน์โหลด(Download) โปรแกรมที่ใช้สำหรับการลงทะเบียนเว็บ
และส่งชื่อเว็บของเราไปยังหลาย ๆ เสิร์ซเอ็นจิ้น
2.
การแลกลิ้ง (Link Exchange) สามารถแลกลิ้งค์กับเว็บอื่นทั้งข้อความลิ้งค์ (Text Link) และรูปภาพแบนเนอร์ลิ้งค์ (Banner
Link) ซึ่งการทำแบนเนอร์จะนิยมสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหว
(Animation) มีขนาดความกว้างและสูงของภาพ 88*31 พิกเซล (Pixel) และต้องมีนามสกุลเป็นชนิดกิฟไฟล์ (.gif)
3. การโพสท์เว็บบอร์ด
(Post Webboard) โดยจะมีแหล่งสำหรับโพสท์เว็บบอร์ดทั้งโพสท์ข้อความและโพสท์รูปภาพ อย่างไรก็ดีการโพสต์ต้องใช้ข้อความที่ดึงดูดและน่าสนใจ เพื่อให้ผู้อ่าน ๆ แล้วมีความรู้สึกอยากคลิ้กเข้ามาในเว็บ สามารถเข้าโพสท์เว็บบอร์ดฟรีได้ที่ http://promote-web.blogspot.com/2008/01/blog-post_4055.html
4. การลงโฆษณาแบนเนอร์
(Ads Banner) สามารถลงได้ทั้งโฆษณาแบบข้อความและที่เป็นรูปภาพแบนเนอร์
การลงกับเว็บยอดนิยมจะได้ผลตอบรับดีแต่อัตราค่าโฆษณามีราคาสูง ซึ่งต่างกับเว็บที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงอัตราค่าโฆษณาจะถูกแต่อาจไม่ได้ผล
5. การลงโฆษณากูเกิ้ลแอ็ดเวิร์ด
(Google Adwords) เป็นวิธีการประสัมพันธ์ที่ทำให้เจ้าของเว็บไม่เหนื่อยเหมือนกับวิธีการอื่น
ๆ อีกทั้งเห็นผลเร็วและค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก
ถ้าเลือกการโฆษณาแบบเริ่มต้น จะเหมาจ่ายรายเดือนขั้นต่ำเดือนละ 1,000
บาท และสามารถปรับเปลียนเป็นโฆษณาแบบมาตรฐานได้
ซึ่งแบบมาตรฐานจะสามารถกำหนดวันเวลาในการแสดงผลโฆษณา กำหนดอัตราค่าโฆษณาต่อวันได้
การลงโฆษณากับกูเกิ้ลแอ็ดเวิร์ดยังส่งผลให้เว็บติดอันดับเร็วขึ้น และได้ค่าพีอาร์
(PR) เร็วขึ้น สามารถดูขั้นตอนการลงโฆษณาได้ที่ http://www.giffarineguru.com/webcom/promotewebandVisio/index_webpromote.html
6. การประชาสัมพันธ์ผ่านอีเมล์ (E-mail
Ads) สามารถทำได้โดยให้ผู้เยี่ยมชมเว็บที่ประสงค์จะรับข้อมูลข่าวสารจากเรา กรอกชื่อและอีเมล์สำหรับรับข่าวสาร
จากนั้นเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลผู้มุ่งหวัง
เราสามารถส่งอีเมล์ถึงคนเหล่านี้ได้โดยไม่เป็นการรบกวน
แต่อย่าส่งเมล์ลักษณะนี้ถึงบุคคลที่ไม่รู้จักเพราะจะเป็นการรบกวนและสร้างเมล์ขยะ
(Spam Mail) อีกทั้งยังทำให้เว็บของเราดูด้อยค่าลง
7. การใช้สื่อออฟไลน์ (Offline) สามารถทำได้โดยประชาสัมพันธ์เว็บผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ การเป็นผู้อุปถัมภ์
รายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ แต่ใช้เงินลงทุนสูง หรืออาจทำสติ๊กเกอร์ติดรถยนต์ ที่คั่นหนังสือ นามบัตร เสื้อ โดยระบุชื่อเว็บไซต์ของเราในสื่อดังกล่าว (http://tidaundub.blogspot.com/)
จากแนวทางการโปรโมทเว็บไซต์ดังกล่าว
จำเป็นต้องเลือกแนวทางที่มีความเหมาะสมกับกำลังทุนทรัพย์ของเราและประเมินถึงผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับหลังจากที่ได้ลงทุนไปแล้ว ดังนั้นหลังจากทำการโปรโมทเว็บตามวิธีการต่าง
ๆ แล้ว การวัดผลสำเร็จของเว็บไซต์ก็เป็นสิ่งสำคัญลำดับถัดมาที่ต้องกระทำ
การวัดผลสำเร็จของเว็บไซต์
สำหรับการวัดผลสำเร็จของเว็บไซต์
เป็นสิ่งที่จะทำให้เรารู้ว่าในปัจจุบันเว็บของเราอยู่ในตำแหน่งใด โดยสามารถวัดผลได้จาก
1. จำนวนคนเข้าเยี่ยมชมเว็บในแต่ละวัน ซึ่งเราสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมเก็บสถิติมาติดตั้งได้ที่
http://www.stats.in.th/ และที่ http://extremetracking.com/?reg โปรแกรมเหล่านี้จะเก็บข้อมูลโดยละเอียด เช่น หมายเลขเครื่อง (IP Address) ของผู้เข้าเยี่ยมชม
ระบบปฏิบัติการที่ใช้
ความละเอียดหน้าจอ
โปรแกรมบราวเซอร์ (Browser) ที่ใช้ คีย์เวิร์ดที่ใช้ค้นหา ช่วงเวลาที่เข้าเว็บ
รวมถึงแหล่งที่มาว่าผู้ใช้คนนั้นเข้าเว็บเราโดยตรงหรือเข้าผ่านเว็บอื่นแล้วลิ้งค์มาที่เรา ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการนำมาปรับปรุงเนื้อหาภายในเว็บ
เช่นบางเว็บพัฒนาขึ้นรองรับการใช้งานโปรแกรมไออีบราวเซอร์ (Internet Explorer:IE)
เท่านั้น แต่ไม่รองรับการแสดงผลของโมซิลล่าไฟล์ฟ๊อกซ์(Mozilla
FireFox) ของค่ายอื่น หากเราไม่ปรับปรุงก็จะทำให้สูญเสียผู้มุ่งหวังในกลุ่มนี้ไปเนื่องจากเขาจะไม่สามารถแสดงผลเว็บของเราได้
2.
การจัดอันดับเว็บไซต์
ในโปรแกรมเก็บสถิติบางโปรแกรมจะมีการจัดอันดับเว็บไซต์ยอดนิยมที่มีผู้เข้าชมเว็บสูงสุด
โดยนับจำนวนจากหมายเลขเครื่องที่ไม่ซ้ำกัน (Unique IP Address) ที่คลิ๊กเข้าเยี่ยมชมเว็บ
3.
การได้คะแนนความนิยมของเว็บ (Page Rank) โดยวัดระดับความนิยมเป็นตัวเลขระหว่าง
1 10
4.
การติดอันดับหน้าหนึ่งของกูเกิ้ล สำหรับคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันสูง
เช่นคำว่า รายได้พิเศษ หรือ รายได้เสริม ถ้าใช้คีย์เวิร์ดที่ตรงกับคีย์เวิร์ดของเราแล้วผลการค้นหาจากกูเกิ้ลเสิร์ซเอ็นจิ้นปรากฎชื่อเว็บของเราอยู่หน้าหนึ่ง
คือ ติดอันดับหนึ่งในสิบรายชื่อเว็บ
ถือว่าประสบความเร็จเป็นอย่างมาก การจะติดหน้าหนึ่งได้นั้นเราต้องทำเอสอีโอ
(SEO) ได้อย่างดีเยี่ยม
พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์เว็บอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คนเข้าเยี่ยมชมเว็บวันละหลายร้อยถึงพันคนต่อวัน
แต่ถ้าหากไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำเอสอีโอ (SEO) สามารถจ้างบริษัทภายนอกทำจัดทำให้ ซึ่งอัตราค่าบริการสำหรับติดอันดับหน้าหนึ่งและหน้าสองของกูเกิ้ลมีค่าจ้างสูงมากและใช้เวลาวัดผลสำเร็จถึง 6
เดือน มีการรับประกันว่าถ้าครบ 6 เดือนแล้วยังไม่หน้าสองบริษัทจะคืนเงินให้ครึ่งหนึ่งของราคาค่าจ้าง
หลังจากวัดผลสำเร็จของเว็บไซต์แล้ว
จะทำให้เราทราบว่าควรย้อนกลับไปปรับปรุงเว็บไซต์ในส่วนใดบ้าง
และถ้าหากเว็บติดอันดับตามการวัดผลแบบต่าง ๆ สิ่งที่ควรทำก็คือปรับปรุง (Update) เนื้อหาภายในเว็บอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ให้มีเนื้อหาใหม่ ๆ เพิ่มลงไปในเว็บเสมอ เพื่อคงอันดับความนิยมตลอดไป
บทสรุป
จากการศึกษาถึงการค้าขายของร้านค้าวิถีชาวบ้านก้าวสู่อีคอมเมิร์ซ
พบว่า ธุรกิจร้านค้าขนาดเล็กที่ค้าขายโดยชาวบ้าน สามารถเปิดตลาดให้กว้างขึ้น เปลี่ยนกระบวนทางธุรกิจโดยนำเว็บเทคโนโลยีต้นทุนต่ำเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายและเพิ่มกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย สำหรับการ การพัฒนาเว็บไซต์ นั้นสามารถทำได้สามแนวทางหลัก
ได้แก่ เว็บที่พัฒนาโดยการเขียนโปรแกรม เว็บสำเร็จรูป และเว็บฟรี หากเป็นธุรกิจองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ควรเลือกพัฒนาเว็บโดยการเขียนโปรแกรมเพราะสามารถจัดหากลุ่มพนักงานที่มีความรู้ด้านเว็บเข้ามาจัดการดูแล ถ้าเป็นร้านค้าขนาดเล็กหรือผู้ประสงค์จะทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์น้อย ควรเลือกใช้เว็บสำเร็จรูป แต่อาจมีข้อจำกัดบางอย่างทำให้เราไม่สามารถทำอะไรได้มากนักภายในเว็บนั้น
ส่วนเว็บฟรีน่าจะใช้ในกรณีแรกเริ่มที่ต้องการฝึกทำเว็บ
เพราะเว็บชนิดนี้อาจไม่ค่อยมีเสถียรภาพมากนัก ส่วนการออกแบบเว็บควรกำหนดขอบเขต ออกแบบเนื้อหา (Content) และเป้าหมายของเว็บอย่างชัดเจน และนำหลักการของเอสอีโอ (SEO)
มาใช้ในการออกแบบและพัฒนาเว็บเพราะ
ซึ่งจะเป็นเทคนิคเดียวที่ทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับเสิร์ซเอ็นจิ้นได้ หลังจากที่พัฒนาเว็บเสร็จเรียบร้อยขั้นตอนการวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของเว็บด้วยกูเกิ้ลทูลส์ ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเว็บมาสเตอร์ เพื่อช่วยวิเคราะห์หาความผิดพลาดของเว็บได้อย่างดี
หากเว็บมีความสมบูรณ์ดีแล้วก็สามารถเริ่มขั้นตอนการโปรโมทเว็บไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์เว็บเพื่อให้เป็นที่รู้จักนับเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เว็บของเรานั้นอยู่รอดได้
ซึ่งมีหลายแนวทางในการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ การลงทะเบียนเว็บ การแลกลิ้งค์ การโพสท์เว็บบอร์ด การลงโฆษณาแบนเนอร์ การลงโฆษณากูเกิ้ลแอ็ดเวิร์ด การประชาสัมพันธ์ผ่านอีเมล์ และการใช้สื่อออฟไลน์ หลังจากโปรโมทเว็บแล้วขั้นตอนสุดท้ายที่จะต้องทำคือการวัดผลสำเร็จของเว็บไซต์
ซึ่งอาจวัดได้จากจำนวนคนเข้าเยี่ยมชมเว็บในแต่ละวันโดยทำการติดตั้งโปรแกรมเก็บสถิติผู้เยี่ยมชมเว็บ การจัดอันดับเว็บไซต์ การได้คะแนนความนิยมของเว็บ (Page
Rank) และะการติดอันดับหน้าหนึ่งของกูเกิ้ล
อย่างไรก็ตาม
ถึงแม้ปัจจุบันการพัฒนาเว็บไซต์จะเป็นเรื่องง่ายเมื่อเทียบกับอดีต ผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ก็สามารถมีเว็บไซต์เป็นของตนเองได้
แต่อย่าลืมว่าการเปิดเว็บไซต์ใหม่ก็เหมือนกับการเปิดร้านค้าใหม่ และเป็นร้านค้าบนโลกไซเบอร์(Cyber) ที่มีคู่แข่งนับล้าน ดังนั้นการที่ร้านค้าหรือเว็บของเราจะอยู่รอดจำเป็นต้องศึกษาเทคนิคเอสอีโอ
(SEO) และเทคนิคอื่น ๆ สำหรับพัฒนาและปรับแต่งเว็บเพื่อให้สามารถเกาะติดเว็บเสิร์ซเอ็นจิ้นได้อย่างยาวนาน
บรรณานุกรม
ชัยยุทธ์ ลิมลาวัลย์.(2544).Webmaster กับการบริหารเว็บไซต์.กรุงเทพฯ:บริษัท
ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน).
ดวงพร เกี๋ยงคำและวงศ์ประชา
จันทร์สมวงศ์.(2549).อินไซท์ Dreamweaver 8.กรุงเทพฯ:บริษัทโปรวิชั่น จำกัด.
ธวัชชัย ศรีสุเทพ.(2544).คัมภีร์ Web Design.กรุงเทพฯ:บริษัทโปรวิชั่น จำกัด.
ธวัชชัย ศรีสุเทพ.(2545).เจาะไซท์เจ็บ
ผ่า!เว็บดัง.กรุงเทพฯ:บริษัทโปรวิชั่น
จำกัด.
http://seo.siamsupport.com/
http://www.coffeecup.com/google-sitemapper/submit-sitemap/
http://www.ranks.nl/cgi-bin/ranksnl/spider/spider.cgi?lang="
http://www.coffeecup.com/google-sitemapper/submit-sitemap/
http://www.ranks.nl/cgi-bin/ranksnl/spider/spider.cgi?lang=
บทความ,ความรู้คอมพิวเตอร์,วิจัย,กิฟฟารีน,giffarine,case study,ไอที,IT,กรณีศึกษา,สื่อการสอน,โปรเจ็ค,project