การปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อความอยู่รอด
****************************************************************
* การแข่งขันของององค์กรในปัจจุบันมีการแข่งขันสูง
หลายธุรกิจไปไม่รอด
บางธุรกิจย่ำแย่ต้องมีการปรับปรุงกันยกใหญ่
ซึ่งรูปแบบที่นำมาใช้ในการปรับปรุงองค์กรนั้น
มี 3 รูปแบบได้แก่
1) BPA (Business Process
Automation) คือ การนำระบบอัตโนมัตเข้ามาใช้ในองค์กร เช่น นำคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีต่าง ๆ
เข้ามาใช้
เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานให้เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
และราบรื่น หากคู่แข่งของเรามีเครื่องไม้เครื่อมือใช้ในการทำงานครบครัน และพบว่าอุปกรณ์ของเราด้อยกว่า
ก็อาจส่งผลต่อคุณภาพของงานได้และเสียเปรียบในที่สุด ดังนั้นการปรับปรุงแบบ BPA จะช่วยให้การทำงานและองค์กรดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังดีกว่าไม่มีการปรับปรุง
ซึ่งการปรับปรุงแบบนี้บริษัทต้องเพิ่มต้นทุน (cost)
เพื่อซื้ออุปกรณ์เพิ่ม
2) BPI (Business Process Improvment) การปรับปรุงฟังก์ชั่นการทำงานในแต่ละหน้าที่ "shortcut" ทำงานทุกอย่างให้สั้นลง
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ (output) ที่รวดเร็วขึ้น
มีกระบวนการตัดสินใจที่รวดเร็วขึ้น การปรับปรุงแบบ BPI พนักงานอาจไม่ชอบใจนัก
เพราะอาจส่งผลให้ลดงานบางหน้าที่ลง และจำเป็นต้องให้คนออก หากหน้าหรืองานนั้นถูกยุบ
การปรับปรุงแบบนี้จะส่งผลดีกับการบริการลูกค้า และจะได้รับบริการที่รวดเร็วขึ้น เช่น
"ธุรกิจกิฟฟารีนเปิดให้สมาชิกสามารถสั่งซื้อสินค้า Online ผ่านเว็บของบริษัทได้"
ถามว่าจะเกิดการปรับปรุงอะไรบ้าง?
การปรับปรุงครั้งนี้ส่งผลให้
1) สมาชิกไม่ต้องเดินทาง
(Shotcut time) ไปซื้อสินค้าที่ศูนย์ธุรกิจกิฟฟารีน พนักงานก็ลดหน้าที่การให้บริการลง
ลองนึกภาพเมื่อสมาชิกเดินไปเข้าศุนย์เพื่อซื้อสินค้ากิฟฟารีน ต้องแจ้งรหัสสินค้าที่ต้องการซื้อ
มี Transaction การบริการเกิดขึ้น
พนักงานอาจใช้เวลา 5 นาที ต่อการให้บริการสมาชิก 1
ราย
ถ้าบริษัทลดฟังก์ชั่นขั้นตอนการสั่งซื้อดังกล่าว
โดยให้สั่งซื้อผ่านเว็บไซต์
สมาชิกจะเป็นผู้กรอกข้อมูลและทำรายการด้วยตนเอง ข้อมูลจะถูกส่งเข้าเก็บยังฐานข้อมูล
(database) พนักงานเพียง
รายการคำสั่งซื้อนั้นขึ้นมาดูด้วยเวลาเพียงวินาที
แล้วสามารถสั่งพิมพ์ข้อมูลแล้วจัดส่งให้ฝ่ายจัดส่งสินค้า เกิดประโยชน์ทั้งฝ่ายลูกค้าและบริษัท
3) BPR (Business Process
Reengineering) การปรับโครงสร้างองค์กร หรือลื้อโครงสร้างการทำงานใหม่ทั้งหมด จะเลือกใช้การปรับปรุงลักษณะนี้
เมื่อบริษัทเข้าขั้นวิกฤต
ใกล้เจ้งเต็มที่แล้ว ถ้าไม่ลื้อโครงสร้างองค์กรใหม่ไปไม่รอดแน่ ๆ
มีความรุนแรง และกระทบต่อจิตใจพนักงานมากที่สุด เพราะเมื่อใดที่ BPR มักจะมีการให้พนักงานออกจำนวนมาก เช่น การยุบแผนก แล้วเปิดแผนกใหม่ ให้คนที่เงินเดือนสูง ๆ ออก แล้วรับใหม่ที่เงินเดือนถูกกว่า 5-10 เท่า แต่ทำงานได้เท่ากัน
หรือมีการการปรับโครงการบริหารงาน ควบรวมกิจการเพื่อลดค่าใช้จ่าย (cost) จะได้รวมกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มเดียว พร้อมที่จะบุกเบิกตลาดใหม่
การที่จะเลือกปรับปรุงองค์กรแบบ BPA, BPI หรือ BPR นั้น
ขึ้นอยู่ประธานบริษัท
หรือบอร์ดผู้บริหาร
กลุ่มคนเหล่านี้มีหน้าที่ "ตัดสินใจ" เพื่อที่จะอยู่รอด
คงไม่มีใครหรืองค์กรใดอยากเป็นแค่อดีต
เพราะทุก ๆ ธุรกิจต้องการยืนหยัดอยู่อย่างมีผลกำไรที่งดงาม
ความรับผิดชอบต่อสังคมกับยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง
****************************************************************
* จุดประสงค์หลักของการประกอบธุรกิจ คือ
"หวังผลกำไร"
ดังนั้นเมื่อมีผลกำไร ก็ต้องตอบแทน และคืนประโยชน์ต่อสังคมบ้าง การตอบแทนสังคมไม่มีใครบังคับแต่เป็นจิตสำนึกที่ผู้มีรายได้และมีโอกาสมากกว่าควรช่วยเหลือสังคมและผู้ด้อยโอกาสบ้าง
* แต่เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่เข้าขั้นวิกฤต ทั้งเศรษฐกิจโลก
และเศรษฐกิจภายในประเทศ
เพื่อความอยู่รอด หลาย ๆ องค์กรต้องรัดเข็มขัด ตัดงบประมาณทุก ๆ
ด้านเท่าที่สามารถจะทำได้ ลดต้นทุน (cost)
และแน่นอนว่างบที่บริษัท
เคยใช้ในการช่วยเหลือสังคม
ก็ถูกตัดออกไปด้วยอย่างขาดเสียมิได้
ความรับผิดชอบทางสังคม (corporate social responsibility:CSR) หมายถึง
ความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ได้แก่ ผู้ถือหุ้น ลูกจ้าง ลูกค้า คู่ค้า(partner)
ชุมชน และสังคมโดยรวม
องค์กรขนาดใหญ่ที่ยังมีผลประกอบการดีอยู่ จะเน้นภาพลักษณ์ด้าน CSR โดยการบริจาคเงินช่วยเหลือการศึกษา การให้ผ้าห่ม การทำบุญเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า การทำดีปลูกป่า ช่วยน้องสร้างโรงเรียน
การอาสาสมัครออกค่ายสร้างฝ่ายชลอน้ำ
ซึ่งองค์กรขนาดเล็กมักจะมองข้ามหรือด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจบีบบังคับจำเป็นต้องตัดภาพลักษณ์นี้ออกไป และไปให้ความสำคัญที่ต้องนำพา
องค์กรไปให้รอดก่อน
ปีฉลูไฟนี้เศรษฐกิจตกต่ำสุด ๆ รายได้หดหาย รายรับสอดคล้องกับรายจ่าย
เงินเดือนเท่าเดิมแต่ค่ครองชีพสูงขึ้น ลูกค้าประจำหาย ลูกไม่ใหม่ไม่มี ลำลังซื้อลดลง การวางแผนการเงินและการใช้จ่ายอาจไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้
องค์กรที่ยังคงรักษาความดี
ภาพลักษณ์และชื่อเสียงด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) จะยังคงรักษาฐานลูกค้าไว้ได้ เช่น AIS มีโครงการสร้างฝันช่วยเหลือด้านการศึกษา ช่วยเหลือลูกค้า AIS นอกเหนือจากบริการปกติ
การที่องค์กรดูแลลูกค้าดี
นั่นหมายถึงองค์กรมีความซื่อสัตย์กับลูกค้า และเป็นการกระทำเดียวที่จะได้ใจ
และรักษาลูกค้าเอาไว้ได้
นอกจากนี้การดำเนินธุรกิจโดยมีจริยธรรมและธรรมาภิบาล
ไม่ละเมิดสิทธิทางการค้า ไม่คดโกงใคร
(บุญกุศลช่วยท่านได้)
ก็ส่งผลให้เราพ้นพิษเศรษฐกิจไปได้อย่างแน่นอน
การประยุกต์ใช้ CSR กับธุรกิจ MLM อย่างกิฟฟารีน
ถ้าปัจจุบันเราเป็นนักธุรกิจเครือข่ายกิฟฟารีน
สิ่งที่นักธุรกิจกิฟฟารีนทำก็คือ "การสร้างทีม" ซึ่งองค์ประกอบของทีม ประกอบด้วย
1)Upline
2) Downline
ถ้า upline
"มีความรับผิดชอบต่อ(CSR)" downline จะสามารถช่วยให้ธุรกิจกิฟฟารีนของคุณดำเนิน
และเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ในขณะเดียวกัน downline "มีความรับผิดชอบต่อ(CSR)" upline ในระหว่างกระบวนการที่ร่วมธุรกิจกัน
ตัวอย่างง่าย ๆ เลย
"ไม่โกงค่าสมัคร upline ด้วยเงินเพียง 180 บาท"
คนที่โกงคนอื่นทั้งในชาตินี้และอดีตชาติ กรรมจะส่งผลให้ ทำธุรกิจอะไรก็ตกต่ำไปหมด
มีเรื่องต้องเสียเงินเสียทองตลอด ถ้า
downline ที่คิดจะเริ่มทำธุรกิจเพียงแค่ลงทุนสมัคร
180 ก็โกงเสียแล้ว
นั่นหมายถึงตัวเราไม่มี CSR แล้วเราจะไปไม่รอดในธุรกิจนี้ ธุรกิจอื่น ๆ และชีวิตจะตกต่ำอย่างแน่นอน
ปัญหาการขาด CSR จริง ๆ แล้วมีปรากฏอยู่ทั่วไป
ไม่เฉพาะกับการโกงค่าสมัครกิฟฟารีน 180 บาท เช่น
1.แม่ค้ามใช้สีย้อมผ้าผสมอาหาร เพราะราคาถูกกว่า
2.วิศวกรโกง
ค่าวัสดุก่อสร้างโดยเลือกวัสดุที่ต่ำคุณภาพต่ำตามรายการที่กำหนด
3.ผู้จัดการบริษัทรถยนต์ ขโมยรถยนต์ในโกดังกว่า 1000 คัน
4.เจ้าหน้าที่ธนาคาร แอบถอนเงินในบัญชีลูกค้า
ถ้าเราทำธุรกิจใด ๆ แบบขอไปที
ไม่กิฟฟารีนอย่างไม่เอาจริงเอาจังคงไม่มีทางประสบความสำเร็จเป็นแน่แท้
หรือธุรกิจอาจไปได้สักระยะ
แต่แค่คงไม่ยั่งยืน
คุณต้องปฏิบัติกับคนอืน ๆ เสมือนที่ต้องการให้เขาปฏิบัติกับเรา
CSR คือ
ต้องปฏิบัติต่อพันธกิจตามกฎหมายโดยเคร่งครัด
ประกอบสัมมาอาชีพตามกรอบมาตรฐานและจรรยาบรรณทางธุรกิจหรือของวิชาชีพโดยเคร่งครัด
และ (เมื่อโอกาสอำนวย) ก็ยังให้การบริจาคหรือให้การช่วยเหลือสังคมตามควร
วิสาหกิจใดทำได้เช่นนี้
ย่อมจะสามารถสร้างตรายี่ห้อสินค้าและบริการของวิสาหกิจของตน
และยี่ห้อเหล่านี้ก็มีมูลค่าโดยเฉพาะวิสาหกิจที่มีการเติบโตอย่างยั่งยืนนั่นเอง
อย่าลืมว่า CSR ในด้านการบริจาค การอาสาทำดีนั้น
เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ CSR อาจกล่าวได้ว่า CSR แบ่งออกเป็น 3 ระดับสำคัญดังนี้ :
1.ระดับที่กำหนดตามกฎหมาย
เช่น กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายอาคารและผังเมือง ฯลฯ
เป็นระดับที่สำคัญที่สุดที่ขาดเสียมิได้
การไม่ทำตามถือเป็นการละเมิดต่อปัจเจกบุคคล กลุ่ม ชุมชนหรือความสงบสุขของสังคม
ถือเป็นอาชญากรรม
นักวิชาชีพอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด
หาไม่อาจเป็นอาชญากร (ทางเศรษฐกิจ) ได้
2.ระดับที่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณหรือจริยธรรม
ซึ่ง SMEs ใด
ดำเนินการตามนี้ก็จะได้รับการยกย่องว่ามีความน่าเชื่อถือ หาไม่อาจถูกตำหนิจากสังคม
เช่น ถ้าเป็นกรณีนักวิชาชีพต่างๆ ก็อาจถูกพักใบอนุญาตหรือกระทั่งถูกไล่ออกจากวงการ
ไม่สามารถประกอบอาชีพ เช่น วิศวกร สถาปนิก ผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน นายหน้า เป็นต้น
3.ระดับอาสาสมัคร เช่น
เป็นผู้อุปถัมภ์ ผู้บริจาค ผู้อาสาทำดีในรูปแบบต่างๆ ทั้งต่อบุคคล กลุ่ม
ชุมชนหรือสังคมโดยรวม กิจกรรมเหล่านี้จะทำหรือไม่ก็ได้ ไม่ได้มีกำหนดไว้
แต่หากทำดี สังคมก็จะยกย่องและชื่นชม เข้าทำนอง ทำดีได้ดี
แต่การทำดีก็อาจเป็นแค่การสร้างภาพก็ได้
วิสาหกิจใดที่คิดจะฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจจึงขาดเสียมิได้ที่ต้องดำเนินการตามข้อ
1 เพื่อคุ้มครองผู้มีส่วนได้
ส่วนเสีย
โดยเฉพาะผู้บริโภคตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ต้องทำตามข้อ 2 เพื่อการเป็นนักธุรกิจ
นักวิชาชีพที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี
สร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตรายี่ห้อสินค้าเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และควรทำตามข้อ
3 ซึ่งถือเป็นการตลาดอย่างอ่อนๆ (soft marketing) เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ และถือเป็นมงคลต่อวิสาหกิจและ
ผู้เกี่ยวข้องในการทำดีนั้น
ทำ CSR มีแต่ได้กับได้
สังคมธุรกิจและวิสาหกิจต่างๆ
ควรมีความเข้าใจเสียใหม่ว่า การทำ CSR นั้น ไม่ใช่ภาระของเรา แต่เป็นการลงทุนสำคัญ การทำ CSR นั้น ได้ประโยชน์หลายสถาน
1.เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
การมีหลักประกันสินค้าหรือบริการ และการทำดีต่อผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย
เป็นการแข่งขันในอีกมิติหนึ่งที่จะช่วยให้เราขายสินค้าได้มากขึ้น
หรือทำให้วิสาหกิจของเรามีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น การมี CSR จึงเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จที่ขาดไม่ได้
2.สร้างมูลค่าเพิ่ม
การมี CSR ก่อให้เกิดความเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลาย
การดำเนินธุรกิจที่ขาดความรับผิดชอบ "ด้านได้-อายอด"
มุ่งแต่เอาเปรียบคนอื่น ย่อมไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ
3.ลดความเสี่ยงของธุรกิจ
โอกาสที่จะถูกลูกค้า คู่ค้าฟ้องร้องก็จะน้อยลงเพราะมี CSR ทำให้ตัดสินใจทำธุรกิจอย่างเป็นธรรม
ลดความเสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมาย ดังนั้น ตลาด ผู้บริโภค และลูกค้า
จึงยินดีต้อนรับ
4.เข้าถึงแหล่งทุนยิ่งขึ้น
วิสาหกิจที่มี CSR ย่อมได้รับความเชื่อถือต่อการประกอบการจากการประเมินของแหล่งทุน
ทำให้มีโอกาสหาเงินกู้หรือทุนมาต่อยอดพัฒนาวิชาชีพได้มากขึ้นและสะดวกกว่าธุรกิจที่ขาด
CSR
โดยสรุปแล้ว การทำ CSR จึงไม่ใช่การ "สร้างภาพ" ไม่ใช่การทำ
"ผักชีโรยหน้า" ไม่ใช่การ "ทำบุญเอาหน้า"
ไม่ใช่การสร้างภาระให้กับวิสาหกิจ
แต่เป็นการลงทุนที่สำคัญที่จะทำให้วิสาหกิจสามารถฝ่าวิกฤต
แต่กลับเติบโตอย่างแข็งแรง มีจังหวะก้าวมั่นคงในอนาคต และช่วยลดความเสี่ยงต่อความล้มเหลวจนสามารถอยู่ยั้งยืนยงในภายภาคหน้า
และที่สำคัญก็คือ การอยู่อย่างสร้างสรรค์ อยู่อย่างมีเกียรติ ไม่ได้ไปปล้นใครกิน
หรือตลบแตลงเพื่อความ อยู่รอดอย่างไร้ศักดิ์ศรี
วิสาหกิจที่หวังจะรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี
2552 นี้ จึงควรทำ CSR อย่างจริงจังสมดังปณิธานที่ประชาชาติธุรกิจอุทิศหน้า
CSR ถึง 2-3 หน้าต่อสัปดาห์
ที่มา : http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr02050152&day=2009-01-05§ionid=0221
กิฟฟารีน,ธุรกิจเสริม,อาชีพเสริม,รายได้เสริม,ธุรกิจออนไลน์,giffarine,อาหารเสริม,สินค้า,เครื่องสำอางค์,งาน parttime,งานออนไลน์,online,MLM,ขายตรง