บทที่ 11
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจระดับองค์กร
(Enterprise Decision
Support Systems)
หัวข้อ (Topic)
11.1 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจระดับองค์กร(Enterprise Decision
Support Systems: EDSS)
11.2 ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive
Information System : EIS)
11.3 ระบบสนับสนุนการทำงานของผู้บริหาร
(
Executive Support System : ESS)
11.4
ระบบสารสนเทศสำหรับองค์กร (Enterprise Information System :EIS)
11.5 บทบาทของผู้บริหารและสารสนเทศที่ต้องการ (Executives Role and
Their Information Needs)
11.6 ระบบ DSS กับธุรกิจในองค์กร
11.7 ความแตกต่างระหว่าง DSS กับ EIS
วัตถุประสงค์การเรียนรู้ (Learning
Objective)
1.
อธิบายความหมายของระบบสนับสนุนการตัดสินใจระดับองค์กรได้
2. บอกความหมายและความสัมพันธ์ของระบบ
EIS กับ ESS ได้
3. บอกบทบาทของผู้บริหาร และสารสนเทศที่ผู้บริหารต้องการได้
4. ยกตัวอย่างการใช้ระบบ DSS กับธุรกิจในองค์กรได้
5. เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง DSS
กับ EIS ได้
11.1 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจระดับองค์กร (Enterprise Decision
Support Systems:EDSS)
เป็นระบบ DSS ที่ใช้สำหรับสนับสนุนการตัดสินใจ การทำงานของทั้งองค์กร ซึ่งระบบนี้จะถูกใช้โดยผู้บริหาร (Executives) ผู้ตัดสินใจอาจจะตัดสินใจต่างสถานที่กัน ระบบ ERP ((Enterprise
Resource Planning systems) ที่ใช้สำหรับวางแผนการใช้ทรัพยากรขององค์กร ก็จัดเป็นระบบ EDSS ระบบหนึ่ง
Enterprise
Systems
Enterprise
Systems เป็นระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการทำงานขององค์กร ได้แก่ ระบบดังต่อไปนี้
1. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร
(Executive information systems: EIS)
2. ระบบสนับสนุนการทำงานของผู้บริหาร
(Executive support systems: ESS)
3. ระบบสารสนเทศสำหรับองค์กร (Enterprise
information systems: EIS)
วิวัฒนาการของระบบ
EIS (Evolution of
Executive and Enterprise Information Systems)
ระบบ EIS ไพ้ถูกพัฒนามาจากระบบ DSS และ ODSS โดยในปี ค.ศ 1980 ได้พัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร
(Executive Information Systems: EIS) จากนั้นตั้งแต่ปี ค.ศ 1995 ก็มีการพัฒนาเป็นระบบ Enterprise Systems
11.2 ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive
Information System : EIS)
เป็นระบบที่ทำงานบนพื้นฐานของคอมพิวเตอร์
ให้บริการข้อมูลและข่าวสารที่จำเป็นต่อ
ผู้บริหารที่จะใช้ในการทำงาน โดยสามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ทุกที่และทุกเวลา ผู้บริหารสามารถเข้าจัดการรายงาน
ได้โดยตรง ง่ายต่อการใช้งานและแสดงผลในรูปแบบกราฟฟิก
นอกจากนี้ยังสามารถ ออกรายงานพิเศษได้ และเพิ่มความสามารถแบบ drill-down (เจาะลึกข้อมูลเฉพาะส่วนที่ต้องการดูได้) และเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ง่าย
กล่าวได้ว่า ระบบ EIS เป็นระบบสารสนเทศที่ทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ ประมวลผล เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนำเสนอข้อมูลข่าวสารนั้นต่อผู้บริหารระดับสูง เพื่อผู้บริหารจะได้นำข่าวสารนั้นใช้ในการวางแผนนโยบายการทำงานขององค์กร
11.3 ระบบสนับสนุนการทำงานของผู้บริหาร (Executive Support System : ESS)
เป็นระบบที่ใช้สนับสนุนการทำงานของผู้บริหาร เช่น ให้ผู้บริหารสามารถใช้งาน Internet
หรือสามารถใช้ Vedio Conference ได้ ซึ่งระบบ ESS จะต้องมีความสามารถในการสนับสนุน
(Support) ในเรื่องการสื่อสาร
(Communications) การจัดการระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office
automation)
สนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ (Analysis support) และตัวเลข หรือเป็นระบบอัจฉริยะ (Intelligence)
11.4
ระบบสารสนเทศสำหรับองค์กร (Enterprise
Information System EIS)
เป็นข่าวสารโดยรวมของบริษัท ที่มีไว้เพื่อสนับสนุนการทำงานของกลุ่มคนทุกระดับขององค์กร
เป็นระบบที่ถูกสร้างมาจากมุมมองของบริษัท
ซึ่งระบบนี้จัดเป็นส่วนประกอบหนึ่งของระบบ ERP (Enterprise resource planning systems) ใช้สำหรับตัดสินใจเพื่อความได้เพื่อในเชิงธุรกิจ
(Business intelligence)
ระบบ EIS นี้จะนำไปสู่การพัฒนาระบบการเชื่อมโยงข่าวสารในองค์กร
(Enterprise information portals) และระบบจัดการองค์ความรู้ (Knowledge
management systems)
กล่าวได้ว่า EIS เป็นระบบสารสนเทศขององค์กร ซึ่งจะต้องมีการรวบรวมข่าวสารของทุกแผนก
ของทุกส่วนงาน เพื่อเอาใช้สนับสนุนผู้ใช้ในทุกระดับการทำงาน
คุณลักษณะของระบบ
EIS
(Characteristics of EIS )
1. การเจาะลึกข้อมูล (Drill down) สามารถดูข้อมูลโดยเจาะลึกเฉพาะส่วนที่ต้องการได้
2. ปัจจัยวิกฤตสำเร็จ (Critical
success Factors : CSF) เป็นการติดตามข่าวสารในองค์กรที่คิดว่าสามารถเป็นจุดวิกฤตขององค์กร
(เช่น ยอดขายที่ตกต่ำ)
และสามารถนำจุดวิกฤตนั้นมาทำให้ประสบความสำเร็จ (เช่น การใช้ Software ตั้งราคาขายสินค้าให้สอดคล้องกับฤดูกาล) อาจเก็บข้อมูลข่าวสารได้จาก 3 แหล่ง ได้แก่ ข้อมูลระหว่างการดำเนินงาน ข้อมูลการผลิต และข้อมูลสภาวะแวดล้อม เพื่อช่วยกำหนดเป้าหมายขององค์กร
ในการวางแผนกลยุทธ์
แผนควบคุมการทำงานภายในองค์กรได้
3. สถานะการเข้าถึงข้อมูล (Status
access) สามารถเข้าข่าวสารถึงผ่านเครือข่ายได้ทุกที่ทุกเวลา
4. การวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis) ข้อมูลในอดีตและปัจจุบันจะต้องสามารถนำมาวิเคราะห์ในลักษณะต่าง
ๆ ได้ เพื่อนำผลการวิเคราะห์ไปใช้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
5. การสร้างรายงานพิเศษ (Exception
reporting) เช่น
รายงานที่ได้จากการวิเคราะห์ หรือรายงานที่ผู้บริหารต้องการให้จัดทำขึ้นเฉพาะ ดังนั้นรายงานจะต้องมีความยืดหยุ่น เช่น รายงานแสดงแนวโน้มการที่จะสูญเสียลูกค้าของบริษัท
ในอีก 6 เดือนข้างหน้า
รายงานแผนกที่มีการขาดทุนสะสมติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี เป็นต้น
6. ความสามารถในการใช้สีและเสียง
(Colors and audio) ระบบ EIS จะเน้นในเรื่องของรายงาน
(Report)
เพราะการนำเสนอข้อมูลต่อผู้บริหารนั้น รูปแบบของข้อมูลจะสรุปไว้แล้ว
แต่ผู้บริหารจะต้อง Drill down ได้เช่นกัน ดังนั้นรายงานที่จัดทำควรมีการเน้นสีและใช้ระบบเสียงเข้ามาช่วย
7. มีระบบนำร่องข่าวสารหรือปุ่มชี้ (Navigation of information) จะใช้ย่นระยะเวลาในการใช้งาน
ทำให้ผู้บริหารไม่สับสนในการใช้งาน
8. การสื่อสาร
(Communication) ต้องมีการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วทันใจ สะดวก เช่นระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) ระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic
Data interchange : EDI) หรืออินเตอร์เน็ต (Internet) เป็นต้น
ประโยชน์ของ
EIS (Benefits of EIS)
1. ด้านคุณภาพของข่าวสาร
2. มีระบบการโต้ตอบกับผู้ใช้
3. จัดเตรียมเทคนิคที่มีประสิทธิภาพสำหรับจัดการกับข่าวสาร
4. เอื้อประโยชน์ต่อการทำงานขององค์กรในด้านต่าง
ๆ
ซอฟต์แวร์ระบบ
EIS ในอดีต (Traditional
EIS Software)
จากผู้จำหน่าย Software EIS ทางการค้า
ได้แก่ บริษัท Comshare Inc.
(www.comshare.com) และ
บริษัท Pilot Software Inc. (www.pilotsw.com) นอกจากนี้ยังมีซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเอง (Application
Development Tools)
เช่น In-house
components ,Comshare Commander tools, Pilot Softwares Command Center Plus และ Pilot
Decision Support Suite เป็นต้น
ข้อมูลที่ใช้จัดทำระบบ
EIS
ระบบ EIS นอกจากจะนำข้อมูลมาจากฐานข้อมูลหรือคลังข้อมูล เพื่อนำมาทำการวิเคราะห์แล้ว ข้อมูลประเภท Soft information ก็เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งที่สามารถนำมาพิจารณาสำหรับจัดทำระบบ
EIS ด้วย
Soft
Information in EIS
Soft information คือ ข้อมูลที่คลุมเครือ ข้อมูลไม่เป็นทางการ ข้อมูลที่มาจากความรู้สึกหรือสัญชาตญาณ ข้อมูลที่อยู่ภายในใจ ข้อมูลที่ไม่ความชัดเจน ข้อมูลที่มีความหมายเป็นนัย
ข้อมูลประเภท Soft Information จะถูกนำมาใช้มากที่สุดในระบบ EIS แสดงให้เห็นสัดส่วนการนำมาใช้งาน ดังนี้
1. การพยากรณ์ การคาดการณ์ การทำนาย
และการประเมินทางธุรกิจ(78.1%)
2. ข้อมูลการวางแผน การประเมิน การชี้แจง (65.6%)
3. รายงานข่าว แนวโน้มอุตสาหกรรม การสำรวจข้อมูลจากแหล่งภายนอกองค์กร(62.5%)
4. ข้อมูลตารางการทำงานและแผนงานอย่างเป็นทางการ(50.0%)
5. ข้อคิดเห็นของบุคลากร ความรู้สึก และแนวคิดของพวกเขา (15.6%)
6. ข่าวลือ เรื่องบอกเล่าหรือได้ยินได้ฟังมา ข้อมูลการซุบซิบนินทา
(9.4%)
กล่าวได้ว่า
Soft Information จะเป็นข้อมูลที่ยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้กับระบบ
EIS ซึ่งข้อมูลประเภทนี้นักวิเคราะห์ไม่ควรเพิกเฉยหรือมองข้าม
11.5 บทบาทของผู้บริหารและข่าวสารที่ต้องการ (Executives Role and Their
Information Needs)
หน้าที่หลักของผู้บริหาร (Executive) คือ การตัดสินใจแก้ไขปัญหา ซึ่งกระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารจะต้องใช้ข่าวสารทั้งภายในและภายนอกองค์กร ดังนั้นพอสรุปบทบาทของผู้บริหารได้ ดังนี้
1. บทบาทผู้บริหารทางด้านการตัดสินใจ
มี 2 ด้านคือ 1) การระบุปัญหาและโอกาสในการแก้ไข 2) การตัดสินใจแก้ไขปัญหา และพิจารณาว่ามีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องในปัญหานั้น
2. กระบวนการใช้สารสนเทศเพื่อตัดสินใจ
มีขั้นตอนดังนี้
1.
เก็บรวบรวมข่าวสารทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร
2.
จำแนก แยกแยะ และประเมินประเภทของข่าวสาร
3.
นำข่าวสารไปวิเคราะห์เชิงคุณภาพและปริมาณ
4.
นำข่าวสารเข้าตรวจสอบเงื่อนไขว่าข่าวสารนั้นสามารถใช้แก้ปัญหาได้หรือไม่ (หากใช้ไม่ได้ให้ย้อนกลับไปทำในขั้นตอนที่
1 ใหม่อีกครั้ง)
หากใช้ได้ให้ไปทำขั้นตอนที่ 5
5.
ป้อนข่าวสารนั้นเข้าสู่ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS)
Note : ขั้นตอนที่ 1-4 เป็นขั้นตอนของระบบ EIS
ซึ่ง EIS
จะเป็นตัวกรอง (Filter) ข่าวสารสำหรับผู้บริหาร
ให้ข่าวสารนั้นมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์(Output) ของระบบ
EIS จะกลายเป็นข้อมูลนำเข้า ( Input) ของระบบ DSS
11.6 DSS กับธุรกิจในองค์กร
ระบบ DSS มีความสัมพันธ์กับการทำงานในธุรกิจ ซึ่งจะขอยกตัวอย่างการใช้งานระบบ
DSS กับ Supply Chain และ Enterprise Resource Planning (ERP)
ดังนี้
10.6.1 ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่ง Chain จะหมายถึง การผลิต ส่วน Supply
เป็นระบบเกี่ยวกับการจัดหา ดังนั้น Supply Chain
จึงเกี่ยวกับระบบที่ว่าด้วย
1. การจัดหาวัตถุดิบ ข่าวสาร และบริหาร
จาก Suppliers
จากนั้นขนส่งลำเลียงเข้าสู่โรงงาน
2. ทำการผลิตและบรรจุหีบห่อ เก็บรักษาในคลัง (Warehouse)
3. ทำการขนส่งสินค้า เพื่อส่งมอบให้ถึงมือผู้บริโภคคนสุดท้าย
Supply Chain เป็นการจัดกระบวนการภายในองค์กร ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต บรรจุหีบห่อ จัดเก็บ และกระจายสินค้าสู่มือผู้บริโภค
ประโยชน์ของการจัดการ
Supply
Chain (SCM
Benefits)
1. ลดความไม่แน่นอนและความเสี่ยงในกระบวนการของ
supply chain
2.
ส่งผลดีในด้านต่อไปนี้ (Positively affect)
- มีระดับสินค้าคงเหลือที่เหมาะสม
(inventory levels)
- ระยะเวลา/ รอบในการผลิต (cycle time) ที่แน่นอน
- กระบวนการผลิต (processes)
- ประสิทธิภาพในการบริการลูกค้าดีขึ้น
(customer service)
3. เพิ่มกำไรให้กับองค์กร(Increase
profitability) และยังสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
Note : การบริหารจัดการ
Supply
Chain แต่ละส่วนล้วนแล้วแต่เป็นการควบคุมจัดการระบบสารสนเทศทั้งสิ้น
และเป็นสารสนเทศที่นำมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจ (DSS)
องค์ประกอบของ
Supply
Chain (Supply
Chain Components)
1. Upstream หมายถึง กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ
และลำเลียงวัตถุดิบเข้าสู่โรงงาน
2. Internal supply chain หมายถึง กระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ เก็บรักษาสินค้าในคลัง
3. Downstream หมายถึง กระบวนการในการกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภค โดยการขนส่งไปยังร้านค้า
ปลีก (retail
store) หรือผู้ขายตรง จนกระทั่งถึงมือผู้บริโภคคนสุดท้าย
ซึ่งองค์ประกอบของ
Supply
Chain จะรวมไปถึงวงจรการผลิตสินค้านั่นเอง (product life
cycle)
และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
จะมีความสัมพันธ์กับห่วงโซ่คุณค่า (Value
Chain) ตามคำกล่าวของ Porter ดังนี้
รูปแบบของห่วงโซ่คุณค่า
(Value
Chain Model)
ในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) จะแบ่งกลุ่มงานออกเป็น 2 ส่วน
1. งานที่เป็นกิจกรรมหลัก
(Primary
Activity)
ได้แก่
1.
นำเข้าวัตถุดิบ
2.
ผลิต
3.
จัดเก็บ
4.
จำหน่าย
5.
บริการ
ผลลัพธ์
(Output)
จากงานในขั้นตอนแรกจะกลายข้อมูลนำเข้า (Input)
ของขั้นตอน
ถัดไป
และทุกกระบวนการในขั้นตอนที่ 1
มูลค่าของสินค้าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ในทุกขั้นตอน
2.
งานที่เป็นกิจกรรมสนับสนุน (Support Activity) หมายถึง งานใด ๆ ก็แล้วแต่ในองค์กรที่
มีหน้าที่สนับสนุนงานของกิจกรรมหลัก ได้แก่ แผนกต่าง ๆ ในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับระบบ Supply chain จะต้อง สนับสนุนการทำงาน เช่น แผนกบัญชี แผนกการเงิน จะสนับสนุนงานที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ส่วนการจัดหากำลังคนก็เกี่ยวข้องกับแผนกทรัพยากรบุคคล การเตรียมการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและการวิจัยก็เกี่ยวข้อง
กับแผนก IT
และการจัดหาทรัพยากรก็เกี่ยวข้องกับฝ่ายผลิตหรือฝ่ายจัดซื้อจัดหา
ปัญหาของ
Supply
Chain (Supply
Chain Problems)
1. เกิดความไม่แน่นอนในคาดเดาความต้องการซื้อ
(Demand) ของลูกค้า ไม่สามารถคาดเดาความ
ต้องการได้หากลูกค้าเปลี่ยนแปลงรายการคำสั่งซื้อ
(Order) บ่อยครั้ง
2 . เกิดความไม่แน่นอนในเวลาของการนำส่งสินค้า ในการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้านั้นไม่สามารถ
กำหนดเวลาที่แน่นอนที่ลูกค้าจะได้รับสินค้า
3. มีปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้า ระหว่างการขนส่งอาจมีสินค้าแตกหัก หรือชำรุดเสียหาย
4. อาจมีการบริการที่ด้อยประสิทธิภาพ
5. มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสินค้าคงเหลือสูง
6. มีรายได้ลดลง
7. ต้นทุนในการดำเนินงานสูงขึ้น
แนวทางแก้ปัญหาของ
Supply
Chain (Supply
Chain Problems)
สร้างพันธมิตรทางการค้า (Partner) เช่น
-
บริษัทผลิตรถยนต์ เป็นพันธมิตรกับ บริษัทผลิตเหล็ก
-
บริษัทผลิตน้ำยาป้วนปาก เป็นพันธมิตรกับ ห้างสรรพสินค้า(ใช้ระบบ POS)
-
บริษัทขายยา เป็นพันธมิตรกับ โรงพยาบาล (ใช้ระบบ
JIT: Just-in-Time)
-
บริษัทผลิตขนมปัง เป็นพันธมิตรกับ ร้านสะดวกซื้อ
11.6.2 ระบบการวางแผนจัดการทรัพยากรในองค์กร (Enterprise Resource Planning : ERP)
ใช้ในการวางแผนการใช้ทรัพยากร เช่น วัตถุดิบ คน เวลา ซึ่งข้อมูลข่าวสารในระบบ
สามารถเชื่อมโยง
( link)
งานแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน
และสามารถใช้ข้อมูล (Share Resource) ร่วมกันได้
ระบบ ERP มีวัตถุประสงค์ในการนำมาใช้งานเพื่อ
รวมการทำงานของทุกแผนกในองค์กร
เข้าด้วยกัน แต่ละแผนกสามารถใช้ข้อมูลข่าวสารร่วมกันได้ สามารถทำงานข้ามแผนกได้ โดยมีการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารไว้ในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน ระบบคอมพิวเตอร์จะต้องสามารถจัดการข่าวสารที่จำเป็นในการใช้งานสำหรับองค์กรได้ งานทุกส่วนจะมีความสัมพันธ์กัน ตัวอย่างเช่น งานขายสินค้านั้นถ้ามีคำสั่งซื้อ (order)
เกิดขึ้นจากลูกค้าเพียง 1 รายการ (order) งานก็จะสัมพันธ์กับหลายแผนก ดังนั้นทุกแผนกจะต้องทำงานร่วมกันและสอดคล้องกัน ข้อมูลการขายสินค้าจะถูกจัดเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์
แผนกที่เกี่ยวข้องจะสามารถ
เข้าถึงข้อมูลนั้นได้
Software ERP
ซอฟแวร์ ERP ที่วางจำหน่ายจะมีราคาแพงมาก ๆ
(Very..Very! expensive)
เช่น SAP และซอฟต์แวร์ ERP ในยุคที่สองได้ถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เมื่อปี ค.ศ 1990
ในช่วงที่องค์กรขนาดใหญ่ (Enterprise) กำลังลดขนาดองค์กรลง โดยเพิ่มขีดความสามารถการทำงานกับ OLAP ปรับปรุงระบบการแสดงผล โดยใช้ซอฟต์แวร์เช่าจาก
ASP (Application
Services Providers)
ซึ่งซอฟต์แวร์มีสามารถใช้จัดตารางเวลางาน และ
วางแผนการใช้วัตถุดิบอย่างเหมาะสม สนับสนุนการทำงานกับระบบ E- Commerce และเมื่อปี
ค.ศ 2000 ระบบ ERP ก็สามารถทำงานบน Web ได้
Software ERP ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการใช้งานที่เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจของแต่ละองค์กร
การใช้ ระบบ ERP
จะพบกับความล้มเหลว ถ้าหากกระบวนทางทางธุรกิจขององค์กรไม่เหมาะสมกับแบบจำลองของระบบ
ERP
ส่วนระบบจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management: SCM) ได้ถูกพัฒนาขึ้นในต้นศตวรรษ ที่ 1960 เป็นการบริหารจัดการให้กิจกรรมของ
supply chain ทุกกิจกรรมนั้นมีความสัมพันธ์กัน เช่น
กิจกรรมของระบบการวางแผนผลิต ระบบการจัดการสินค้าคงเหลือ ระบบการวางแผนจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งทั้ง 3 ระบบนี้จะถูกรวมเข้าอยู่ใน supply
chain
Corporate
(Enterprise) Portals and EIS
Corporate
Portals พัฒนาในปี ค.ศ 1999 โดยได้รวมความสามารถของ OLAP,
DSS และ BI (Business Intelligence) เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งลักษณะของ Corporate
Portals มีดังนี้
1.
รวมโปรแกรมจากภายในและภายนอกองค์กรเข้าด้วยกัน เชื่อมการทำงานกับฐานข้อมูลภายในองค์กร ระบบจัดการเอกสาร หรือ E-Mail เข้ากับหน่วยงานภายนอก
(เช่น ระบบบริการข่าวสาร, Web site)
2. ทำงานผ่าน Web
3. รวมความสามารถด้าน การใช้เทคโนโลยี groupware เช่น
การอภิปรายกลุ่ม(Discussion)
ห้องสนทนาออนไลน์
(Chat Room) ห้องสมุดเสมือนจริง
(Versual Library) การนำเสนอข่าวสารต่าง
ๆ ขององค์กร (Presentation) การค้นหาข้อมูล
(Search) การจัดประเภทและจัดหมวดหมู่ของข้อมูล (Categorization)
เป็นแหล่งรวมข้อมูลต่าง
ๆ ขององค์กร
ผู้บริหารที่ใช้ Software EIS สามารถค้นหาข้อมูลและทำการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารจาก
Corporate Enterprise Portals
เพื่อช่วยในการแก้ปัญหาและตัดสินใจภายในองค์กร
11.7 ความแตกต่างระหว่าง DSS กับ
EIS
|
การสังเกตลักษณะของระบบ |
DSS |
EIS |
|
1.
จุดประสงค์หลัก |
วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจ |
เจาะลึกข้อมูล
(Drill
Down) เพื่อดูข้อมูลในส่วนที่ผู้บริหารต้องการ |
|
2.
ผู้ใช้งานระบบ |
นักวิเคราะห์และผู้บริหารระดับสูง |
ผู้บริหารระดับสูง |
|
3.
สนับสนุน(support) การตัดสินใจ |
สนับสนุนการตัดสินใจแบบมีโครงสร้าง กึ่งโครงสร้าง และไม่มีโครงสร้าง |
สนับสนุนการตัดสินใจทางอ้อมสำหรับปัญหาแบบไม่มีโครงสร้างของผู้บริหาร |
|
4.
ข่าวสารที่นำเข้ามาใช้ในระบบ |
เป็นข่าวสารเฉพาะ ที่จะใช้แก้ปัญหานั้น ๆ |
เป็นข่าวสารทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกองค์กร
รวมไปถึงข่าวสารที่คลุมเครือ เรื่องเล่า หรือข้อมูลการซุบซิบนินทาต่าง ๆ |
|
5.
การแสดงผลของระบบ |
ใช้
Graphic
บางส่วน |
เน้น
Graphic
ในทุกส่วน |
|
6.
การใช้งาน |
หากระบบพัฒนาเพื่อการตัดสินใจแก้ปัญหาที่ไม่ซับซ้อน
อาจจะใช้งานง่าย |
ใช้งานง่าย
อำนวยความสะดวกต่อผู้บริหาร |
|
7.
ระบบจัดการข่าวสาร |
ปัญหาหรือผลลัพธ์
(Output) ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลของระบบ EIS จะกลายมาเป็นข้อมูลนำเข้า ( Input) ของระบบ DSS |
ใช้กรองข้อมูลข่าวสาร
(Filter) ติดตามข้อมูล (
Monitor) และเปรียบเทียบข้อมูลที่พบ |
|
8.
แบบจำลอง (Model) |
ใช้แบบจำลองเป็นองค์ประกอบหลักของระบบ
DSS |
ไม่ใช้แบบจำลอง หรืออาจจะใช้บ้าง เป็นบางครั้ง |
ตารางที่ 10.1
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างระบบ DSS กับ EIS
ข้อมูลที่ได้จากระบบ
DSS และ EIS
นั้น เมื่อผู้บริหารได้รับทราบข้อมูลแล้ว
จะนำไปใช้แก้ไขปัญหา หรือหาแนวทางแก้ไขอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับผู้บริหารเอง เพราะผู้บริหารเป็นผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศาสตร์ในการบริหาร
ประสบการณ์และสัญชาติญาณของผู้บริหารด้วย
สรุป
(Summary)
- ระบบสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับผู้บริหารระดับสูง
จัดเป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจระดับองค์กร
(EDSS)
- ระบบสนับสนุนการตัดสินใจระดับองค์กร(ESS) จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวม ค้นหาข้อมูล
และวิเคราะห์ข้อมูล
เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เป็นระบบที่เน้นการผลิตและส่งมอบสินค้าไปยังผู้บริโภค ข่าวสารทุกอย่างที่ใช้ใน Supply
Chain
ล้วนแล้วแต่เป็นข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทั้งสิ้น
- การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management :SCM) ที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ลดปัญหาต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ได้
แบบฝึกหัดท้ายบทที่
11
1.
อธิบายความหมายของระบบสนับสนุนการตัดสินใจระดับองค์กร และบอกชื่อระบบที่เป็น EDSS มา 2 ระบบ
ตอบ
:
............................
..................................
..................................
..................................
..................................
2. EDSS จำเป็นและสำคัญอย่างไรต่อผู้บริหาร
ตอบ
:
............................
..................................
..................................
..................................
3.
บอกบทบาทของผู้บริหารและข่าวสารที่ผู้บริหารมีความจำเป็นต้องใช้
ตอบ
:
............................
..................................
..................................
..................................
4. DSS เกี่ยวกับอย่างไรกับ Supply chain
ตอบ
:
............................
..................................
..................................
..................................
5. ค้นหาข้อมูลจาก Web site ว่ามีองค์กรใดที่ใช้ระบบ Supply chain บอกชื่อมา 5 องค์กร
ตอบ
:
............................
..................................
..................................
..................................
..................................
..................................
6. จงสรุปเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง DSS
กับ EIS
ตอบ
:
............................
..................................
..................................
..................................
..................................
copy right @ ณัฎภัทรศญา ทับทิมเทศ, "ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ, 2550
บรรณานุกรม
Efraim Turban, Decision Support and Expert Systems Management Support Systems,Prentice Hall,2001.
David L. Olson, James F. Courtney JR, Decision Support Models and Expert Sysstem,Macmllan publishing
company, USA,1997.
John S. Edwards and Paul N.Finlay, Decision Marking with Computer-The Spreadsheet and Beyound, Pitman
Pulishing, Great Britain, 1997.
Daniel J. Power, Decision Support System-Concept and Resources for Managers, Quorun Books, London, 2002.
D. Agrawal, A. E. Abbadi, A. Singh, and T. Yurek. Efficient view maintenance in data warehouses. In Proc. 1997 ACM-SIGMOD Int. Conf. Management of Data, 417-427, Tucson, Arizona, May 1997.
R. Agrawal, A. Gupta, and S. Sarawagi. Modeling multidimensional databases. In Proc. 1997 Int. Conf. Data
Engineering, 232-243, Birmingham, England, April 1997.
S. Chaudhuri and U. Dayal. An overview of data warehousing and OLAP technology. ACM SIGMOD Record,
26:65-74, 1997.
J. Gray, S. Chaudhuri, A. Bosworth, A. Layman, D. Reichart, M. Venkatrao, F. Pellow, and H. Pirahesh. Data cube:
A relational aggregation operator generalizing group-by, cross-tab and sub-totals. Data Mining and
Knowledge Discovery, 1:29-54, 1997.
E. Thomsen. OLAP Solutions: Building Multidimensional Information Systems. John Wiley & Sons, 1997.
กิตติ ภักดีวัฒนะกุล, คัมภีร์ระบบสนับสนุนการตัดสินใจและระบบผู้เชี่ยวชาญ, บริษัท เคทีพี คอมพ์ แอนด์ คอนซัลท์
จำกัด 2546
http://www.microsoft.com/data/oledb/olap, 1998.
http://www.olapcouncil.org/research/apily.htm, 1998.
http://www.prenhall.com/turban/
http://www.uni.net.th/~08_2543/CHAP09/901.html
กิฟฟารีน,ธุรกิจเสริม,อาชีพเสริม,รายได้เสริม,ธุรกิจออนไลน์, giffarine