บทที่ 9
การพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
(Decision Support
Systems Development)
จากบทเรียนที่ผ่านมา
เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge
Management ) ซึ่ง
องค์ความรู้นี้ปัจจุบันนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานขององค์กรที่ชาญฉลาด
เราสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาระบบ
DSS และนำไปใช้กับการพัฒนาเชิงปัญญาประดิษฐ์
(AI) และระบบผู้เชี่ยวชาญ (ES) อีกด้วย
ในบทเรียนนี้เราจะศึกษาแนวทางในการพัฒนาระบบ
DSS ซึ่งก็จะคล้ายกับการพัฒนาระบบสารสนเทศทั่ว
ไป โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์และออกแบบระบบของ SDLC แต่ DSS นั้นจะมีแนวทางเลือกอื่นที่แตกต่างออกไป ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบที่ขยายผลมากจากกระบวนการของ
SDLC หัวข้อที่เราจะทำการศึกษาในบทเรียนนี้มีดังนี้
หัวข้อ
(Topic)
9.1
วัฏจักรการพัฒนาระบบ
(System development life cycle :SDLC)
9.2 CASE Tools
9.3 แนวทางเลือกอื่นในการพัฒนาระบบ
(Alternative Development Methodologies)
9.4 เหตุผลในการเลือกใช้ Prototyping
9.5 ระดับของเทคโนโลยีและเครื่องมือในการพัฒนาระบบ
DSS (DSS Technology levels and Tools)
9.6
การสร้างทีมงานในการพัฒนาระบบ
DSS ( Forming the development team)
วัตถุประสงค์การเรียนรู้ (Learning Objective)
1. อธิบายกระบวนการของการพัฒนาระบบแบบ
SDLC ได้
2. บอกประโยชน์ของการใช้ CASE Tools ได้
3. แนะนำแนวทางเลือกอื่นในการพัฒนาระบบที่นอกเหนือไปจาก
SDLC ได้
4. อธิบายเหตุผลในการเลือกใช้ Prototyping ในการพัฒนาระบบได้
5. อธิบายเกี่ยวกับระดับของเทคโนโลยีและเครื่องมือในการพัฒนาระบบ
DSS ได้
6. บอกข้อดีและข้อเสียในการใช้ทีมงานในการพัฒนา
DSS ได้
คำถามมีอยู่ว่า เราจะพัฒนาระบบ DSS อย่างไร? เพราะระบบ DSS มักจะเป็นระบบที่ทันสมัย
เราจะเริ่มจากการทบทวนถึงองค์ประกอบของ
DSS (DSS Component) ซึ่งประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ 1)ส่วนจัดการข้อมูล
(Data Management Subsystem) 2)ส่วนจัดการแบบจำลอง
(Model Management Subsystem) 3) ส่วนจัดการองค์ความรู้ (Knowledge
Management Subsystem)
4)ส่วนจัดการโต้ตอบการเชื่อมต่อกับผู้ใช้ (User
Interface Management Subsystem) และ 5)ผู้ใช้งานระบบ DSS (The User)
การพัฒนา DSS
จะต้องคำนึงถึง IT
และอุปกรณ์ด้าน Hardware, Software ที่เหมาะสม ความสามารถในการ
ทำงานร่วมกันได้กับระบบเดิม และพัฒนาระบบด้วยความประหยัดสุด อีกประการหนึ่งที่จะต้องคำนึงถึงก็คือ เมื่อพัฒนาระบบ DSS เสร็จเรียบร้อยแล้ว
ระบบนั้นมีความยืดหยุ่นในการปรับใช้งานมากน้อยเพียงใด
การพัฒนาระบบ (System Development)
สามารถเลือกแนวทางในการพัฒนาระบบ
ได้ดังแนวทางต่อไปนี้
9.1 วัฎจักรการพัฒนาระบบ (System development life cycle : SDLC)
เป็นวงจรหรือวัฎจักรในการพัฒนาระบบในอดีตที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน
มีลำดับขั้นตอนการทำงานตาม
รูปที่
9.1
![]()
![]()
![]()


รูปที่ 9.1 SDLC
SDLC เป็นวิธีการแบบดั้งเดิมที่ใช้พัฒนาระบบงานทีละขั้นตอน
(Step) จากระดับบน
ไหลลงสู่ระบบล่างคล้ายกับน้ำตกที่ตกลงมาเป็นชั้น
ๆ (Walterfall)
หากการทำงานในขั้นตอนใดไม่ดีพอเราสามารถย้อนกลับไปตรวจสอบขั้นตอนก่อนหน้านี้ได้
แต่ไม่สามารถทำงานหลาย ๆ ขั้นตอนควบคู่กัน (parallel) ซึ่งการทำงานในแต่ละขั้นตอน เป็นดังนี้
ขั้นตอนของ
SDLC
1. การวางแผน (Planning) ในการวางแผนเพื่อพัฒนาระบบใหม่
ในขั้นตอนนี้เราจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ทำไมจึงต้องพัฒนาระบบใหม่? (Why Build the System) ซึ่งในขั้นของการวางแผนประกอบด้วยขั้นตอนย่อยต่อไปนี้
|
ขั้นตอนย่อย (Step) |
ผลลัพธ์ที่ได้ในแต่ละขั้นตอน (Deliverable) |
|
1. กำหนดมูลค่าทางธุรกิจ (Identify business value) |
จะทำให้เราทราบถึงความต้องการของระบบ (System
request) |
|
2. วิเคราะห์ความเป็นไปได้ (Analyze feasibility) |
ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบ (Feasibility study)
ซึ่งมีความเป็นไปได้ 3 ด้านที่เราพิจารณา
ได้แก่ 1) ความเป็นไปได้ด้านองค์กร (Organization)
จะเป็นที่ยอมรับของพนักงาน ในองค์กรหรือไม่ 2) ความเป็นไปได้ด้านเศรษฐกิจ(Economic) จะคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ 3) ความเป็นไปได้ด้านเทคนิค (Technical)
ทางด้านเครื่องคอมพิวเตอร์
เครือข่าย
อุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงซอฟต์แวร์และผู้ดูแลระบบ
สามารถเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำมาใช้พัฒนาระบบ |
|
3.พัฒนาแผนการดำเนินงาน (Develop work plan) |
จะทำให้เราได้มาซึ่งแผนการทำงาน (Work plan) ระยะเวลาที่ใช้ทำงานของแต่ละเฟส (Time
line) หรือการแสดงระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดโครงการ ส่วนมากจะนิยมสร้างเป็น Gantt
Chart |
|
4. กำหนดจำนวนคนที่จะใช้ในการพัฒนาโครงการ
(Staff project) |
จะทำให้ทราบจำนวนคน( Staffing plan) ที่ต้องการใช้ในแต่ละขั้นตอนของการพัฒนาระบบ
เช่น ขั้นตอนการวิเคราะห์ระบบอาจใช้คนน้อยกว่าขั้นตอนการพัฒนาระบบ รวมถึงต้องจัดทำหนังสือหรือสัญญาในการจัดทำโครงการ
เพื่อระบุรายละเอียดและความรับผิดชอบต่าง ๆ ภายในโครงการ (Project charter )ด้วย |
|
5. ควบคุมและกำหนดทิศทางของโครงการ (Control and direct project) |
เช่น มีการใช้เครื่องมือในการบริหารโครงการ (Project management tools) เครื่องมือพัฒนาโปรแกรม (CASE
tool) การกำหนดมาตรฐานการทำงาน
(Standards list) แฟ้มโครงการ (Project
binders / files)
และการประเมินความเสี่ยงในความสำเร็จและล้มเหลวของโครงการ (Risk assessment) |
ตารางที่ 9.1 รายละเอียดของขั้นตอนการวางแผน
(Planning)
2.
การวิเคราะห์ระบบ
(Analysis) เป็นการวิเคราะห์ระบบงานปัจจุบันเพื่อค้นหาปัญหาและนำไปกำหนด
ความต้องการของระบบงานใหม่
รวมถึงต้องวิเคราะห์กระบวนการทำงานของระบบใหม่ด้วย ซึ่งในขั้นตอนนี้ผู้พัฒนาระบบ ต้องสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับ
4 W ได้แก่ Who, What, When, Where? ให้ได้
Who = เมื่อระบบพัฒนาเสร็จแล้วใครจะเป็นผู้ใช้งานระบบนี้?
What = ระบบนี้ทำอะไรได้บ้าง?
When = ระบบนี้จะแล้วเสร็จหรือพร้อมใช้งานเมื่อไหร่?
Where = นำระบบไปใช้งานที่ไหน?
ซึ่งในขั้นของการวิเคราะห์ระบบประกอบด้วยขั้นตอนย่อยต่อไปนี้
|
ขั้นตอนย่อย (Step) |
ผลลัพธ์ที่ได้ในแต่ละขั้นตอน (Deliverable) |
|
1. วิเคราะห์ปัญหาของระบบงานปัจจุบัน
(Analyze problem) เพื่อค้นหาความต้อง (Need)การของระบบใหม่ |
แผนการวิเคราะห์ (Analysis plan) |
|
2. รวบรวมข้อมูลข่าวสารสำหรับใช้ในการแก้ปัญหา
(Gather information) |
ข่าวสารสำหรับใช้ในการพัฒนาระบบ
(Information) |
|
3. กำหนดกระบวนการทำงานของแบบจำลอง (Model process) |
แบบจำลองที่จะใช้ในการพัฒนาระบบ และแนวทางกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลของแบบจำลองนั้น
|
|
4. กำหนดข้อมูลที่จะใช้ในแบบจำลอง (Model data) |
จะได้แบบจำลองข้อมูล (Data
model) |
ตารางที่ 9.2 รายละเอียดของขั้นตอนการวิเคราะห์ระบบ
(Analysis)
3.
การออกแบบระบบ
(Design) เป็นการออกแบบระบบงานใหม่ให้เป็นไปตามการวิเคราะห์ข้อมูลที่เคย
กระทำไว้ในขั้นตอนที่สอง
ในขั้นตอนนี้เราจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ระบบใหม่นี้จะทำงานอย่างไร? (How Will the
System Work) ซึ่งในขั้นของการวางแผนประกอบด้วยขั้นตอนย่อยต่อไปนี้
|
ขั้นตอนย่อย (Step) |
ผลลัพธ์ที่ได้ในแต่ละขั้นตอน (Deliverable) |
|
1. การออกแบบด้านกายภาพ (Design physical system) |
จะได้แผนการในการออกแบบ
(Design plan) เช่น การออกแบบผลลัพธ์ (Output Design) |
|
2. การออกแบบสถาปัตยกรรม (Design architecture) |
สิ่งที่ได้คือการออกแบบโครงสร้างด้านสถาปัตยกรรมเครือข่าย เครื่องและอุปกรณ์ โครงสร้างในการประมวลผล (Architecture design) รวมถึงการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศและการสื่อสาร
(Infrastructure design) |
|
3. การออกแบบการ (โต้ตอบDesign
interface) |
รูปแบบการโต้ตอบ
(Interface design) ที่ผู้ใช้จะใช้ในการสื่อสารกับระบบ |
|
4. ออกแบบฐานข้อมูลและแฟ้มข้อมูล
(Design database and files) |
วิธีการจัดเก็บข้อมูล
(Data storage design ) และกระบวนการจัดเก็บภายในฐานข้อมูล |
|
5. ออกแบบโปรแกรม (Design
program) และ function การทำงานของโปรแกรม |
ข้อกำหนดของโปรแกรม
(Program design)
และรายละเอียดเงื่อนไขต่าง ๆ
ภายในโปรแกรม |
ตารางที่ 9.3 รายละเอียดของขั้นตอนออกแบบระบบ
(Design)
4.
การพัฒนาระบบและนำไปใช้
(Implementation) เป็นการเขียนโปรแกรมให้ได้ตามข้อกำหนดที่ได้
ออกแบบเอาไว้ ติดตั้งระบบ และนำระบบไปใช้งาน
ในขั้นตอนนี้เราจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ระบบใหม่นี้จะมีการส่งมอบอย่างไร (System Delivery)? ซึ่งในขั้นของการพัฒนาระบบและนำไปใช้ประกอบด้วยขั้นตอนย่อยต่อไปนี้
|
ขั้นตอนย่อย (Step) |
ผลลัพธ์ที่ได้ในแต่ละขั้นตอน (Deliverable) |
|
1.เขียนโปรแกรม (Construction) |
จะได้แผนการทดสอบโปรแกรม (Test plan) ตัวโปรแกรมที่พัฒนาเสร็จเรียบร้อย
(Programs)
และเอกสารประกอบการใช้งานโปรแกรม (Documentation) |
|
2. การติดตั้งระบบ (Installation) |
จะได้แผนการปรับเปลี่ยนระบบ( Conversion plan)
เป็นการวางแผนวิธีการที่จะเปลี่ยนแปลงจากการใช้ระบบงานเก่าไปใช้โปรแกรมของระบบงานใหม่ ให้ระบบใหม่สามารถปรับใช้กับระบบเดิมได้
ซึ่งมีวิธีปรับเปลี่ยนระบบ 4
วิธี ได้แก่ 1. การเปลี่ยนแปลงระบบแบบโดยตรง
(Direct Conversion) คือ ให้เปลี่ยน
จากระบบเดิมมาใช้ระบบใหม่ทันที
ยกเลิกระบบเดิมไป 2. การเปลี่ยนแปลงระบบแบบคู่ขนาน
(Parallel Conversion) คือ ใช้ทั้ง
ระบบเก่าและระบบใหม่ควบคู่กัน
เมื่อใดที่มั่นใจว่าระบบใหม่นั้นมี เสถียรภาพมากพอ ก็สามารถยกเลิกระบบเดิมได้ 3. การเปลี่ยนแปลงระบบแบบนำร่อง
(Pilot Conversion)
คือ การทดลองนำระบบไปใช้กับหน่วยงานหรือโครงการใดโครงการหนึ่งก่อน (ใช้กับหน่วยกล้าตาย) ถ้าระบบมีเสถียรภาพก็สามารถพัฒนาระบบให้สมบูรณ์เต็มหรือแบบ หรือนำไปใช้กับทุกส่วนขององค์กร 4. การเปลี่ยนแปลงระบบทีละส่วน
(Phase Conversion)
คือ
การเลือกที่จะนำระบบใหม่ไปทดลองใช้กับแผนกหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อน เมื่อใช้ได้ผลก็ขยายไปยังส่วนงานอื่น ๆ
ขององค์กร (คล้ายกับเสี้ยวพระจันทร์และค่อยทำให้เป็นพระจันทร์เต็มดวง)
นอกจากนี้ยังต้องจัดทำแผนการฝึกอบรม (Training plan) พนักงานที่จะใช้งานระบบ |
ตารางที่ 9.4 รายละเอียดของขั้นตอน Implementation
9.2 CASE Tools (Computer-aided System Engineering
Tool)
เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์และออกแบบระบบ ซึ่งมีความสามารถหลัก ๆ คือ ช่วยนักวิเคราะห์ระบบ (systems analysts: SA) ในการวิเคราะห์และออกแบบระบบข้อมูล
ข่าวสารต่าง ๆ เช่น ใช้สร้างแผนภาพบริบท (Context)
แผนภาพกระแสข้อมูล (Data flow diagram) ออกแบบเชิง UML หรือแผนภาพต่าง ๆ ( Diagram) ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ CASE Tools ยังมีความสามารถในการใช้พัฒนาระบบและช่วยในการจัดการงาน ถ้า CASE Tools ที่มีความสามารถ Upper
CASE จะช่วย SA ในการวิเคราะห์ระบบ
ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอน Planning, Analysis และ Design ตามกระบวนการ SDLC ส่วน CASE Tools ที่มีความสามารถ Lower CASE จะช่วยในการวาดแผนภาพ (manages
diagrams)
และสร้างโปรแกรม (code
generation) ซึ่งอยู่ระหว่างการทำงานในขั้นตอน Design
และ Implementation ของกระบวนการ
SDLC
นอกจากนี้ยังมี CASE
Tools
บางชนิดที่รวมความสามารถ Upper CASE และ Lower CASE ไว้ด้วยกัน
งานวิเคราะห์และออกแบบจัดว่าเป็นงานที่น่าเบื่อ สามารถใช้ CASE
tools
เป็นเครื่องมือช่วยในการประหยัดแรงและย่นระยะเวลาการทำงานให้เร็วขึ้น เนื่องจากเป็นเครื่องมือช่วยในการออกแบบพัฒนาระบบทั่ว
ๆ ไป และจัดเป็นเครื่องมือด้าน IT และที่มี Function การใช้งานเพียบพร้อม
ตัวอย่างของ
Software CASE Tools
1.
Rational
Rose : ใช้สำหรับวาด UML Design for OO(Object Oriented) และ generate code
2.
Visible
Analyst: ใช้สำหรับวาด
Context Diagram และ Data flow diagram
3.
Visual
Studio : ทำออกแบบและสร้าง web
4.
Oracle
Enterprise Development Suite
5.
Paradigm
Plus
6.
Logic
Works Suite
7.
AxiomSys
and AxiomDsn
8.
V32
& X32

รูปที่ 9.2 แสดงภาพตัวอย่างของ Visible Analyst
การบริหารโครงการ
(Project
Management : PM)
การบริหารโครงการ
ถ้าผู้บริหารหรือหัวหน้าโครงการ เป็นผู้ที่มีความชำนาญด้านบริหารจัดการโครงการ
ก็จะเป็นผลดีแก่ทีมงาน ซึ่งส่วนใหญ่โครงการด้านการพัฒนาระบบสารสนเทศ
(IS) มักจะล้มเหลวหรือทำให้โครงการนั้นแย่ ส่วนใหญ่มีผลมาจากความชำนาญในการบริหารโครงการ
(PM skills) ของผู้จัดการโครงการ (Project Manager :
PM) จากการสำรวจข้อมูลด้านการพัฒนาโครงการระบบสารสนเทศ ในปี ค.ศ 1998 พบว่า จำนวนโครงการทั้งหมด 23,000 โครงการ มีโครงการที่ล้มเหลว 28% ประสบความสำเร็จเพียง 26% และอีก 46% เกิดความขัดแย้งภายในโครงการ จะยังพบว่าบริษัทขนาดเล็กประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบสารสนเทศในอัตราที่ต่ำกว่าบริษัทขนาดใหญ่
จะเห็นได้ว่าการมีผู้ชำนาญในการบริหารโครงการ จะเป็นการดีกว่าและลดความเสี่ยงอีกระดับหนึ่ง
(Better PM
skills needed)
ความชำนาญของผู้จัดการโครงการ (Skills for
Project Managers)
ความชำนาญในการบริหารโครงการนั้น
ผู้จัดการต้องมีความรู้ด้านธุรกิจ (business knowledge )และความรู้ทางด้านเทคโนโลยี (Technology knowledge)
คัดเลือกเอาเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้กับการดำเนินโครงการ
มีความสามารถในการประชุมสั่งการและมอบหมายงาน มีทักษะด้านการสื่อสารและศิลปะในการเจรจาที่ดีที่ และที่สำคัญต้องมีความรู้เกี่ยวกับองค์กร
9.3 แนวทางเลือกอื่นในการพัฒนาระบบ (Alternative Development Methodologies)
แนวทางเลือกอื่นในการพัฒนาระบบ เป็นการประยุกต์ขั้นตอนมาจากกระบวนการของ SDLC
เพื่อเป็นทางเลือกในออกแบบและพัฒนาระบบที่รวดเร็วขึ้น ประกอบด้วย
9.3.1.
การพัฒนาระบบแบบคู่ขนาน (Parallel development)
มีขั้นตอนการทำงานดังนี้
1. แบ่งระบบงานในการพัฒนา ออกเป็นระบบย่อย ๆ
หลายส่วน ได้แก่ ส่วนจัดการข้อมูล
(Data Management Subsystem) ส่วนจัดการแบบจำลอง
(Model Management Subsystem) ส่วนจัดการองค์ความรู้ (Knowledge
Management Subsystem)
และส่วนจัดการโต้ตอบกับผู้ใช้ (User Interface Management Subsystem) จากนั้นทำการออกแบบตามระบบย่อยดังกล่าว
2.
เริ่มพัฒนาระบบงานของทุก ๆ ส่วน (Subsystem) ไปพร้อม ๆ กัน
3.
นำระบบมารวมกันเป็นระบบเดียว
Note : การพัฒนาแบบคู่ขนาน (Parallel
development) อาจทำให้ระบบงานไม่มีความสอดคล้องกัน
9.3.2
วิธีการพัฒนาโปรแกรมแบบเร็ว (Rapid
application development (RAD) methodologies)
RAD: เป็นการพัฒนาระบบงานที่เน้นความเร็วและลดระยะเวลาการทำงาน โดยการนำ JAD Tool และเทคนิคต่าง ๆ เข้ามาช่วย
JAD Tool (Joint
application development method) เป็นเครื่องมือสำหรับรวมเอาผู้ใช้ (User)
มาร่วมออกแบบระบบงานและสะท้อนให้เห็นถึงผลของการออกแบบนั้นออกทางจอภาพ
ทำให้มองเห็นภาพว่า สิ่งที่ผู้ใช้ร่วมออกแบบนั้นสิ่งใดที่ผู้ใช้ต้องการหรือไม่ ในขณะออกแบบนั้นนักวิเคราะห์ควรเก็บหลักฐานไว้ด้วยเพื่อป้องกันผู้ใช้ปฏิเสธการรับผิดที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า
JAD Tool จะอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาระบบงาน
เช่น ความร่วมมือจากนักวิเคราะห์ระบบ (SA) นักเขียนโปรแกรม (Programmer) ผู้ใช้ (User) และผู้บริหาร (Executive) เพื่อร่วมออกแบบระบบด้วยกัน
เพื่อให้ระบบที่จะพัฒนาออกมานั้นได้รับการยอมรับ
ข้อดีของ RAD methodologies คือ สามารถพัฒนาระบบได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มีข้อเสีย คือ ระบบที่พัฒนาด้วยความรีบเร่ง อาจมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ผิดพลาดได้ นอกจากยังมีข้อเสียที่ผู้ใช้ (User) สามารถเปลี่ยนความต้องการของระบบ (requirement) ได้บ่อย ๆ เนื่องจากมีโปรแกรมต้นแบบให้ทดลองใช้และแก้ไขได้ง่าย
ส่งผลให้เกิดความยุ่งยากและจัดการสำหรับพัฒนาระบบให้สมบูรณ์
วิธีการของ RAD methodologies สามารถแบ่งได้ 3 วิธี
1. การพัฒนาระบบทีละส่วน (Phased
development)
2. การสร้างต้นแบบ (Prototyping)
3. การสร้างต้นแบบแบบใช้แล้วทิ้ง
(Throwaway prototyping)
1. การพัฒนาระบบทีละส่วน (Phased
development)
มีขั้นตอนดังนี้
1.
แบ่งระบบออกเป็น
Version และพัฒนาตามลำดับ
2.
ทำงานในขั้นตอน
Planning àAnalysis และกำหนดจำนวน Version ในการพัฒนา
3.
พัฒนา
Version ที่หนึ่ง (ซึ่งขั้นตอนในแต่ละ Version ประกอบด้วย Analysis
à Design àImplementation) เมื่อ Version ที่หนึ่งพัฒนาสำเร็จ ก็นำออกไปให้ User ทดลองใช้
4.
รับผลตอบรับ
(Feedback)
ในการใช้งาน Version ที่หนึ่งกลับมาปรับปรุง และพัฒนาระบบใหม่
5.
จากนั้นสร้าง
Version ถัดไป และทำซ้ำขั้นตอนที่ 3-4 จนกว่าระบบจะเป็นที่ยอมรับของ User
ข้อดี : มั่นใจได้ว่าระบบที่พัฒนาเป็น version
ที่สมบูรณ์แล้วนั้น
จะตรงกับความต้องการของผู้ใช้
ข้อเสีย : กว่าจะทำงานได้ถึง version
ที่สมบูรณ์ ต้องพัฒนา version ก่อนหน้าไม่รู้จำนวนกี่
version ทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าที่จะได้
version ที่สมบูรณ์
2. การสร้างต้นแบบ (Prototyping)
มีขั้นตอนดังนี้
1.
ทำงานในขั้นตอน analysis, design และ implementation ไปพร้อม ๆ กัน
2.
จากนั้นนำระบบออกไปให้ User ใช้งานเพื่อที่ Users จะได้เห็น
function การทำงานของระบบ
หากระบบยังไม่ตรงกับความต้องการ
ก็จะมี feedback กลับไป
3. จากนั้นกลับไปทำซ้ำในขั้นตอนที่
1 และ 2 ใหม่ (repeatedly)
ถ้าผู้ตัดสินใจ
(Decision maker) เรียนรู้เกี่ยวกับปัญหาในการทำงานของระบบ จะช่วยลดเวลาในการพัฒนา Prototyping แบบซ้ำ ๆ ได้

รูปที่ 9.3
แสดงภาพของการพัฒนาระบบแบบ Prototyping
ข้อดี : เป็นการพัฒนาระบบที่ใช้เวลาน้อย เนื่องจากขั้นตอน analysis, design และ implementation ถูกจัดทำไปพร้อม ๆ กัน
ข้อเสีย: เนื่องจากขั้นตอน analysis, design และ implementation ถูกจัดทำไปพร้อม ๆ กัน การวิเคราะห์และออกแบบระบบงานจึงอาจจะยังไม่ดีพอ ซึ่งจะส่งผลต่อการ implementation
3. การสร้างต้นแบบแบบใช้แล้วทิ้ง (Throwaway Prototyping)
จะคล้ายกับวิธีของ
prototyping และ
SDLC มีขั้นตอนดังนี้
1.
ให้ความสำคัญในขั้นตอนการวิเคราะห์ระบบ (Analysis) ซึ่งจะใช้เวลานานมากสำหรับขั้นตอนนี้
2. พัฒนาต้นแบบ
(prototypes) ซึ่งเป็นต้นแบบแบบใช้แล้วทิ้ง
คือ จะเป็น prototypes ที่มีเพียงแค่การออกแบบหน้าจอให้
User ดูว่ามีหน้าตาอย่างไร ป้อนข้อมูลอย่างไร หาก User เห็นด้วยกับที่ได้ออกแบบมา ก็จะนำเอา prototypes นั้นไปพัฒนาระบบและ prototypes ปัจจุบันก็จะทิ้งไปไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว อาจใช้โปรแกรม MS-Excel หรือ Visual Basic ช่วยในการออกแบบ
Prototype

รูปที่ 9.4 แสดงภาพการสร้างต้นแบบแบบใช้แล้วทิ้ง (Throwaway Prototyping)
ข้อดี
: มั่นใจได้ว่า User จะยอมรับระบบเพราะระบบมีความละเอียดถี่ถ้วนเนื่องจากใช้ระยะเวลาในการวิเคราะห์ระบบนาน อีกทั้ง User ได้มีการยอมรับระบบ ก่อนให้เริ่มพัฒนาโปรแกรม
ข้อเสีย : ต้นแบบของ Throwaway Prototyping ที่สร้างขึ้นไม่ได้ทดลองใช้กับระบบงานจริง ดังนั้นเมื่อนำไปใช้อาจจะไม่ดีจริง
จากแนวทางในการพัฒนาระบบที่กล่าวมา
ผู้พัฒนาสามารถเลือกแนวทางได้หลายวิธี ได้แก่
1.
วิธีการของ SDLC
2. วิธีการของ Parallel
development
3.
วิธีการของ RAD ซึ่งประกอบด้วย
3.1 Phased development
3.2 Prototyping
3.3 Throwaway prototyping
ซึ่งทั้งหมดนี้วิธีการของ Prototyping จะเป็นแนวทางที่นิยมเลือกใช้ในการพัฒนาระบบ
DSS
มากที่สุด เนื่องจากสามารถใช้กับปัญหาแบบกึ่งโครงสร้าง
(semi-structured) และปัญหาแบบไม่มีโครงสร้าง
(un-structured) ได้ ซึ่งผู้จัดการและผู้พัฒนาไม่จำเป็นต้องเข้าใจปัญหาทั้งหมด
9.4 เหตุผลในการเลือกใช้ Prototyping
(Why Prototyping?)
1.
ผู้ใช้และผู้จัดการจะมีส่วนร่วมในทุก ๆ ขั้นตอนของกระบวนการพัฒนาระบบ และการทำซ้ำ Prototyping มีส่วนร่วมในการออกแบบ ซึ่ง Prototype จะเป็นตัวกำหนดความต้องการข่าวสารของผู้ใช้ทางอ้อมไปในตัว และ ระยะเวลาในการทำซ้ำ Prototype นั้นใช้เวลาสั้น อีกทั้งการทำ prototype ก็มักจะใช้ต้นทุนต่ำ
Note : การใช้ Prototype จะเป็นการเรียนรู้ความต้องการข่าวสารจาก User ได้อย่างชัดเจน
ข้อดีของ
Prototyping (Advantages of
Prototyping)
1.
ใช้เวลาพัฒนาระบบสั้น (Short development time)
2.
User สามารถโต้ตอบกับระบบได้ในระยะเวลาอันสั้น (Short user
reaction time)
3. สามารถปรับปรุงระบบได้ตรงกับความต้องการของ User และ User สามารถทำความเข้าใจ
กับระบบได้ดีขึ้น (user
Improved user understanding)
4.
มีต้นทุนต่ำ (Low
cost) ในการพัฒนา
Prototype
ข้อเสียของ
Prototyping (Disadvantages of
Prototyping)
1.
อาจขาดความเข้าใจเกี่ยวกับเป้าหมายในการใช้ระบบสารสนเทศ ( IS) และค่าใช้จ่ายโดยรวมในการพัฒนาระบบ เนื่องจากเป็นการพัฒนาจากระบบย่อย ๆ
2.
ในการทำ prototype จะสนใจเฉพาะข่าวสารที่จะนำมาใช้เท่านั้น ดังนั้นผู้พัฒนาระบบอาจขาดความเข้าใจในรายละเอียดและข่าวสารที่จำเป็นอื่น
ๆ ขององค์กร
3. ยากต่อการบำรุงรักษา เนื่องจากระบบมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
4.
จะต้องมีการทดสอบระบบอย่างดี
เนื่องจากระบบจะมีการพัฒนา Prototype ซ้ำ ๆ อยู่ตลอดเวลา
5.
จะต้องมีการเตรียมการกับ
User เป็นอย่างดีและบ่อยครั้ง
อาจต้องฝึกอบรมผู้ใช้ตามการใช้งาน
Prototype แต่ละครั้งที่พัฒนาออกไป
9.5 ระดับของเทคโนโลยีและเครื่องมือในการพัฒนาระบบ
DSS (DSS
Technology Levels and Tools)
เทคโนโลยีและเครื่องมือสำหรับพัฒนาระบบ DSS สามารถจำแนกออกเป็น 3 ระดับ
ดังนี้
1. โปรแกรมเฉพาะทางที่ใช้พัฒนาระบบ
DSS (Specific
DSS [the application)
เป็นโปรแกรมที่ได้จากการพัฒนาระบบ
DSS ตามกระบวนการพัฒนาระบบ
(System
Development) เรียกโปรแกรมนี้ว่า DSS
Application โดย Programmer จะเลือกภาษาในการพัฒนาระบบจากภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรม
(DSS primary tools/ programming languages) จากนั้นทำการพัฒนาเครื่องมือสำหรับพัฒนาระบบ และนำเครื่องมือที่ได้ไปสร้างเป็นโปรแกรมระบบ
DSS ตามกระบวนการพัฒนาระบบ จะได้ผลลัพธ์เป็น Specific
DSS [the application] หรือ Application DSS
2.
โปรแกรมสำเร็จรูป (DSS
integrated tools (generators) [Excel]) เป็น
Software สำเร็จรูปที่ใช้พัฒนาระบบ DSS ให้การทำงานทุกอย่างดูง่ายขึ้น
เช่น MS-Excel, Cognos, Lingo, Lindo, PowerHouse4 GL Quick
และ OLAP System เป็นต้น
โปรแกรมสำเร็จรูปนี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ผู้พัฒนาสามารถปรับแต่งการออกแบบ
(Design) และปรับแต่งข้อมูลตามความเหมาะสมได้ง่าย
ค่อนข้างมีความยืดหยุ่นได้ดี
3.
ภาษาเขียนโปรแกรม (DSS primary tools [programming
languages]) เป็นเครื่องมือแรกเริ่มในการพัฒนาระบบ
DSS ได้แก่ ภาษาในการเขียนโปรแกรมประเภทต่าง
ๆ เช่น Java, Visual Basic, C++ หรือ Delphi เป็นต้น ภาษาเขียนโปรแกรมจะสามารถใช้พัฒนาโปรแกรมเฉพาะทาง ซึ่ง Programmer จะเลือกภาษาในการพัฒนาระบบที่มีความเหมาะสม
และเลือกที่ตนเองมีความถัด เพื่อเขียนโปรแกรมให้ได้เป็นโปรแกรมเฉพาะทาง
(Specific DSS [the application]) ตามที่กล่าวไว้ในข้อ 1
โดยส่วนมากแล้วเครื่องมือประเภท DSS integrated tools มักจะเป็นเครื่องมือหรือเป็น
Software ที่พัฒนาขึ้นมาเฉพาะสำหรับงานทางด้านวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจ ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่ทำงานบน Web ซึ่งง่ายกับการโต้ตอบในรูปแบบ GUI
แสดงความสัมพันธ์ของเครื่องมือทั้ง 3
ระดับ ดังนี้

รูปที่ 9.5 แสดงภาพความสัมพันธ์ของ DSS
Technology Levels ทั้ง
3 ระดับ
Software สำหรับพัฒนา DSS (DSS
Development Platforms)
Software
ในการพัฒนาระบบ DSS
สามารถจำแนกออกได้ 7 ประเภท ดังนี้
1.
General-purpose programming language ภาษาเขียนโปรแกรมทั่ว ๆ
ไป เช่น Visual Basic , Cobol หรือ Delphi ต้องอาศัยความชำนาญในการเขียนโปรแกรม
และ Algorithm ต่าง ๆ เป็นอย่างมาก
2.
Fourth-generation language (4GL) ภาษาในยุคที่ 4 จำแนกได้หลายกลุ่ม เช่น
-
ภาษาการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object
Oriented Programming) เช่น Java หรือ C#
-
โปรแกรม Spreadsheet เช่น MS-Excel
-
โปรแกรมภาษาทางด้านการเงิน
หรือโปรแกรมอื่นที่จัดอยู่ในยุคที่
4 ได้แก่ Cognos และ PowerHouse 4 GL-QUICK
3.
OLAP with a data warehouse or large database เป็นเทคนิคการประมวลผล Online ซึ่งสามารถวิเคราะห์และแสดงผลข้อมูลแบบหลายมิติ ใช้ร่วมกับ data warehouse และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (large
database)
4.
DSS integrated development tool (generator, engine) เป็นโปรแกรมหรือเครื่องมือสำเร็จรูปในการพัฒนาระบบ
DSS ที่ทำให้การพัฒนาระบบนั้นง่ายขึ้นกว่าการเขียนโปรแกรม
เช่น MS-Excel
และ Lotus 1-2-3
5.
Domain-specific DSS generator เครื่องมือสำเร็จรูปสำหรับแก้ปัญหาเฉพาะด้าน
เช่น ปัญหาการวิเคราะห์ด้านการเงิน การวิเคราะห์ด้านการตลาด หรือด้านการผลิต เป็นต้น
6.
Use the CASE methodology เป็น CASE Tools ที่ช่วยออกแบบและวิเคราะห์ระบบงานขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน
เพื่อให้งานในส่วนออกแบบและส่วนของการเขียนโปรแกรม
(Programming)
มีความสอดคล้องกัน
7.
Integrate several of the above เป็นการผสมผสานเครื่องมือหลายชนิดเข้าด้วยกัน คือ
การพัฒนาระบบ DSS ที่ใช้มากกว่า 1 เครื่องมืออาจนำเครื่องข้างต้นในข้อที่ 1 -
6 มาใช้ร่วมกัน
การเลือก
Hardware (Hardware Selection)
มีข้อแนะนำในการเลือก
Hardware เพื่อใช้พัฒนาระบบ DSS ดังนี้
1.
เครื่องคอมพิวเตอร์
PC จะเหมาะสำหรับใช้ร่วมกับระบบ
DSS ขนาดเล็ก
ที่พัฒนาจากโปรแกรม
Spreadsheet
2.
การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์
Workstations ที่ทำงานภายใต้ระบบปฏิบัติการ
Unix จะเหมาะสำหรับ
ระบบ DSS ขนาดองค์กรที่มีการใช้งานเครือข่าย
3.
การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์
Workstations ที่ทำงานภายใต้ระบบปฏิบัติการ
Unix ที่มีการควบคุม
ระบบเครือข่าย
(Network of Unix workstations) จะเหมาะสำหรับระบบ DSS ขนาดองค์กรที่มีการใช้งานเครือข่าย
4.
การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ Web
servers จะเหมาะสำหรับระบบ
DSS ที่ใช้งานบน Web site
5.
การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์
Mainframes จะเหมาะสำหรับระบบ DSS สำหรับองค์กรขนาดใหญ่
ที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล เช่น ระบบงานของธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์
หน่วยงานขนาดใหญ่หรือกระทรวงของภาครัฐ
Note :
การเลือกใช้ Hardware
และ Software สำหรับ DSS
นั้น จะต้องมีความสอดคล้องกัน
การเลือก
Software (Software Selection)
มีความซับซ้อนในการเลือก Software สำหรับพัฒนาระบบ DSS ซึ่งมีสาเหตุจากหลายประการ เช่น
1.
Programmer
ยังขาดข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการสารสนเทศ (information requirements) ของผู้ใช้
และผลลัพธ์
(Output) ที่ผู้ใช้ต้องการ
ส่งผลต่อการพิจาณาเลือก Software
ที่มีความเหมาะสม
2.
มีจำนวน
Software สำเร็จรูปมีขายมีจำนวนนับร้อย (Hundreds of packages) ทำให้ตัดสินใจเลือกซื้อ
ลำบาก
3.
Software เปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้ตามไม่ทัน (Software updated rapidly)
4.
การเปลี่ยนแปลงด้านราคา
(Price Changes) ซึ่งราคา Software ที่เปลี่ยนแปลงนั้นทำให้คัดเลือกได้ยาก
5.
บุคคลหรือทีมงานที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจมีหลายคน
อาจมีความคิดเห็นขัดแย้งกันในเรื่องของการ
เลือกซื้อ
Software
6.
ปัญหาในด้านประสิทธิภาพของภาษาเขียนโปรแกรม
(Language capability
problem)
7.
จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีความแตกต่างกัน
ทำให้ลำบากในการเชื่อมโยง (link) ระบบ
(Different
Tools)
8.
มีเงื่อนไขมากมายในการคัดเลือก
Software (Many
Criteria)
9.
ความสามารถด้านเทคนิคของพนักงาน function
การทำงานของโปรแกรม
ผู้ใช้ (end-user) และ
ความสามารถด้านการจัดการ
10.
ความไม่ถูกต้องในการตีพิมพ์โฆษณา
Software อาจทำให้เลือกซื้อ Software ผิดพลาด
11.
ความโอนเอียงไปกับผู้ขาย
Software ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป ทำให้มองข้ามประสิทธิภาพและ
ความเหมาะสมของ
Software กับประเภทงานของตนเอง
Note
: ในการพิจารณาเลือก Software นั้นบางทีเราอาจจะเลือกใช้ AHP ซึ่งเป็น Software ให้เช่า ซึ่งเขาจะมีการ update software และ Maintenance ให้
9.6 การสร้างทีมงานพัฒนาระบบ DSS (Forming the development team)
สามารถเลือกพัฒนาระบบ DSS โดยอาศัยทีมงานหรืออาจจะพัฒนาโดยอาศัย
User ดังนี้
9.6.1 การพัฒนาระบบ DSS โดยอาศัยทีมงาน (Team-Developed DSS)
ระบบงานที่ต้องใช้ทีมงานในการพัฒนานั้น มักจะเป็นระบบงานขนาดใหญ่ ซึ่งระบบ DSS
ที่พัฒนาขึ้นนั้นส่วนใหญ่จะสนับสนุน ( Support) การแก้ไขปัญหาทั้งหมดขององค์กร ระบบ
DSS ควรมีความยืดหยุ่นสนับสนุน
ปัญหาแบบกึ่งโครงสร้างและแบบไม่มีโครงสร้างได้
ลักษณะการพัฒนาระบบ DSS
โดยใช้ทีมงาน เป็นดังนี้
1.
ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการพัฒนาระบบ เพราระบบมีขนาดใหญ่และทำงานร่วมกันหลายคน
2.
ต้องวางแผนอย่างดีให้ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาทั้งองค์กร
3. บางกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้า
อาจมีเรื่องของกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง
4.
จำนวนของกลุ่มของคนที่จะพัฒนาและจัดการกับระบบ จะมีจำนวนขึ้นอยู่กับขนาดของระบบ (Size)
5. ในการทำงานนั้นอาจต้องใช้เครื่องมือ
(Tools) ช่วยจำนวนมากมาย
ทีมงานในการพัฒนา DSS ประกอบด้วย
1.
ผู้ใช้ระบบ
(User)
2.
นักวิเคราะห์ระบบสารสนเทศ
(System Analyst :SA)
3.
นักออกแบบระบบสารสนเทศ
(System Design : SD)
4.
นักเขียนโปรแกรม
(Programmer)
5.
ผู้เชี่ยวชาญ
(Expert) หรือนักวิเคราะห์ด้านสถิติหรือด้านต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้อง
6.
นักทดสอบระบบ
(Tester)
7.
เจ้าหน้าที่ด้านเทคนิค (Technicial) หรือวิศวกรระบบ (System
Engineer :SE)
8.
ผู้จัดการโครงการ
(Project Manager)
Note :
อาจจะมีหน้าที่อื่น ๆ
เพิ่มเติมขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการ
หรือการจัดตั้งทีมงาน
9.6.2 การพัฒนาระบบ DSS โดยผู้ใช้ (End-User-Developed
Systems)
ในการพัฒนาระบบ DSS โดยผู้ใช้นั้น
ส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่มีขนาดเล็กและทำงานบนเครื่อง
คอมพิวเตอร์
PC (Personal computers) สามารถเชื่อมต่อเครือข่าย (networks) ได้ รวมถึงเชื่อมการสื่อสารหรือการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่อง
PC เข้ากับเครื่อง Mainframe ได้ โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาใช้งานนั้นมักจะมีความสะดวกและง่ายต่อการใช้งาน
(Friendly development software) เนื่องจากผู้ใช้เป็นผู้เขียนโปรแกรมขึ้นใช้งานเอง ประหยัดต้นทุนในเรื่องของ Software
และ Hardware ที่นำมาพัฒนา อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่อง
PC สามารถใช้งานได้อย่างกว้างกับคอมพิวเตอร์ภายในองค์กร ไม่จำกัดเข้าถึงข้อมูลและสร้างแบบจำลองข้อมูลได้ง่าย
ใช้สถาปัตยกรรม Client/server ได้ ปัจจุบันสามารถพัฒนาโดยใช้
OLAP ได้
ข้อดีของการพัฒนาระบบโดยผู้ใช้
(User-Developed
DSS Advantages)
1.
ส่งมอบระบบได้ในเวลาอันรวดเร็ว (Short delivery time)
2.
ไม่กำหนดความต้องการของระบบอย่างตายตัว ทำให้ระบบมีความยืดหยุ่น ผู้ใช้สามารถปรับและเปลี่ยนแปลงระบบได้ตามความต้องการ
(Eliminate extensive and formal user requirements specifications)
3.
ลดปัญหาเมื่อนำระบบ DSS ไปใช้เพราะผู้ใช้จะไม่ต่อต้านการใช้งานระบบอย่างแน่นอน
(Reduce some DSS implementation problems)
4.
ต้นทุนต่ำ (Low cost)
ความเสี่ยงของการพัฒนาระบบโดยผู้ใช้
(User-Developed
DSS Risks)
1.
อาจมีประสิทธิภาพต่ำ (Poor Quality)
2.
มีความเสี่ยงสูง (Quality Risks) เมื่อนำระบบไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล และเมื่อนำผลลัพธ์ที่ได้นั้นไปประกอบการตัดสินใจ หากระบบยังขาดประสิทธิภาพและมาตรฐาน อาจส่งผลต่อธุรกิจขององค์กร
การพัฒนาระบบโดยผู้ใช้นั้นมีความเสี่ยง 3 ประการ ได้แก่
- ความเสี่ยงเกี่ยวกับความยืดหยุ่นและการเลือกเครื่องมือที่ไม่เหมาะสมหรือขาดมาตรฐาน
- ความเสี่ยงในกระบวนการพัฒนาระบบ
เช่น กระบวนการพัฒนาระบบ (System Develop)
ไ
ไม่ดีพอส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ได้ เมื่อเรานำโปรแกรมมาใช้งานจริง
- ความเสี่ยงในการจัดการข้อมูล
ข้อมูลที่นำเข้ามาใช้ในระบบอาจมีความไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม
ขาดการปรับปรุง (Update)
ให้เป็นปัจจุบัน
3. อาจจะไม่มีระบบรักษาความปลอดภัย (Increased Security Risks) ซึ่งผู้ใช้ที่พัฒนาระบบงานอาจยังไม่คุ้นเคยกับการทำระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลและอาจยังไม่เป็นมืออาชีพพอ
4.
ปัญหาจากการขาดแคลนเอกสารและคู่มือในการบำรุงรักษาระบบ (Problems
from Lack of Documentation and Maintenance Procedures) เนื่องจากผู้ใช้เป็นผู้พัฒนาระบบด้วยตนเอง
ดังนั้นจึงเป็นผู้รู้ระบบงานทุกอย่างเป็นอย่างดี
จึงมักจะคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำคู่มือ
ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นกับคนอื่นที่มาใช้ระบบในภายหลัง
ระบบ
DSS ในอนาคต
1. ควรเป็นระบบที่เป็นมากกว่าคำว่า
AI (More AI) เพียงอย่างเดียว สามารถช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์
2.
สามารถใช้งานบน Web ทำงานกับฐานข้อมูลบน Web และมีแบบจำลองข้อมูลบน Web
3.
มีความสามารถมากกว่าและดีกว่าสนับสนุนการทำงานกลุ่ม (More
and better GSS)
4.
มีระบบจัดการองค์ความรู้ (Knowledge management) รวมอยู่ด้วย
5.
ปรับปรุงระบบการโต้ตอบด้วย GUI ที่ดีกว่าปัจจุบัน (Better GUI)
สรุป
(Summary)
ระบบ DSS เป็นระบบที่มีความซับซ้อน แต่เราสามารถพัฒนาระบบขึ้นมาใช้งานได้ ซึ่งการพัฒนาระบบในปัจจุบันหรือในอดีตส่วนใหญ่จะใช้กระบวนการของ
SDLC ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาที่เก่าแก่มาก แต่สำหรับการพัฒนาระบบ DSS จะเลือกใช้แนวทางในการสร้าง Prototyping และควรเลือกเทคโนโลยี
Hardware Software ให้มีความเหมาะสมกับขนาดและความต้องการของระบบ
การพัฒนาระบบ DSS
นั้นสามารถเลือกได้ว่าจะพัฒนาโดยใช้ทีมงานหรือพัฒนาโดยผู้ใช้ ซึ่งขนาดของระบบก็จะมีความแตกต่างกัน อีกทั้งมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป
แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 9
1.
การพัฒนาระบบ
DSS สามารถพัฒนาโดยใช้วิธีการของ
SDLC ซึ่งแนวทางนี้สามารถนำไปปรับให้เป็นแนวทางอื่น
ได้แก่แนวทางใดบ้าง
ตอบ:
..
..
..
..
..
2.
การพัฒนาระบบแบบ
RAD จะนำวิธีการของ
JAD เข้ามาประยุกต์ใช้
JAD หมายถึงอะไร อธิบาย
ตอบ:
..
..
..
..
..
3.
แนวทางการพัฒนาระบบ
DSS แนวทางใดเป็นที่นิยมมากที่สุด
เพราะเหตุใด และแนวทางดังกล่าวมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
ตอบ:
..
..
..
..
..
4.
จงเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการพัฒนาระบบโดยทีมงานและการพัฒนาโดยผู้ใช้
รวมทั้งอธิบาย
ข้อดี ข้อเสีย
ตอบ:
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
5.
เครื่องมือในการพัฒนาระบบ
DSS แบ่งเป็น
3 ระดับ ถ้าให้นักศึกษาพัฒนาระบบ DSS ในการจำแนกถุง (Bag) ใส่สินค้า
จะเลือกใช้เครื่องมือในระดับใด
เพราะเหตุใด
ตอบ:
..
..
..
..
..
..
..
6.
ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลให้การพัฒนาระบบ
DSS นั้นประสบผลสำเร็จ
ตอบ:
..
..
..
..
..
..
..
7.
ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลให้การพัฒนาระบบ
DSS นั้นล้มเหลว
ตอบ:
..
..
..
..
..
..
..
8.
ความสำเร็จในการพัฒนาระบบ
DSS ใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด
ตอบ:
..
..
..
..
..
..
..
9. จงอธิบายขั้นตอนการทำงานของ
SDLC มาพอสังเขป
ตอบ:
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
..
10.
จงอธิบายวิธีการเปลี่ยนแปลงระบบ (System Conversion) ที่คิดว่าสามารถนำมาใช้กับระบบงานขนาดเล็ก
และยกตัวอย่างระบบที่สามารถนำมาใช้ได้ 3 ระบบ
ตอบ:
..
..
..
..
..
..
11.
ให้วาด Use
Case Diagram และ Context
Diagram ของเว็บไซต์ E-Commerce ในการขายเครื่องสำอางค์
(วาดด้วยเครื่องมือ Rational
Ross หรือเครื่องมือ Visio จากนั้น Print แนบส่งกับโจทย์)
copy right @ ณัฎภัทรศญา ทับทิมเทศ, "ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ, 2550
บรรณานุกรม
Efraim Turban, Decision Support and Expert Systems Management Support Systems,Prentice Hall,2001.
David L. Olson, James F. Courtney JR, Decision Support Models and Expert Sysstem,Macmllan publishing
company, USA,1997.
John S. Edwards and Paul N.Finlay, Decision Marking with Computer-The Spreadsheet and Beyound, Pitman
Pulishing, Great Britain, 1997.
Daniel J. Power, Decision Support System-Concept and Resources for Managers, Quorun Books, London, 2002.
D. Agrawal, A. E. Abbadi, A. Singh, and T. Yurek. Efficient view maintenance in data warehouses. In Proc. 1997 ACM-SIGMOD Int. Conf. Management of Data, 417-427, Tucson, Arizona, May 1997.
R. Agrawal, A. Gupta, and S. Sarawagi. Modeling multidimensional databases. In Proc. 1997 Int. Conf. Data
Engineering, 232-243, Birmingham, England, April 1997.
S. Chaudhuri and U. Dayal. An overview of data warehousing and OLAP technology. ACM SIGMOD Record,
26:65-74, 1997.
J. Gray, S. Chaudhuri, A. Bosworth, A. Layman, D. Reichart, M. Venkatrao, F. Pellow, and H. Pirahesh. Data cube:
A relational aggregation operator generalizing group-by, cross-tab and sub-totals. Data Mining and
Knowledge Discovery, 1:29-54, 1997.
E. Thomsen. OLAP Solutions: Building Multidimensional Information Systems. John Wiley & Sons, 1997.
กิตติ ภักดีวัฒนะกุล, คัมภีร์ระบบสนับสนุนการตัดสินใจและระบบผู้เชี่ยวชาญ, บริษัท เคทีพี คอมพ์ แอนด์ คอนซัลท์
จำกัด 2546
http://www.microsoft.com/data/oledb/olap, 1998.
http://www.olapcouncil.org/research/apily.htm, 1998.
http://www.prenhall.com/turban/
http://www.uni.net.th/~08_2543/CHAP09/901.html
กิฟฟารีน,ธุรกิจเสริม,อาชีพเสริม,รายได้เสริม,ธุรกิจออนไลน์, giffarine