11
พฤษภาคม 2552
เสียภาษีให้ถูก ๆ
โดย
ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
คำว่า
ถูก
อาจมีความหมายเป็นสองนัย นัยแรก คือ ถูกต้องตามหลักการหรือกฎหมาย ส่วนนัยที่สอง
คือ มีราคาต่ำและยุติธรรม
มนุษย์ทุกคนอยากเสียภาษีให้ถูกต้องและในเวลาเดียวกันก็เสียให้ต่ำเท่าที่กฎหมายจะเปิดโอกาสให้ทำได้อย่างตรงไปตรงมา
สำหรับผู้ที่มีรายได้และอยากเสียภาษีถูก ๆ เขามีทางเลือกหลายประการ เช่น
1.หาเงินได้ประเภทที่ยกเว้นภาษีซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่ไม่มากนัก
เช่น กำไรจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือกำไรจากการขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม
แต่เงินได้ประเภทนี้มีน้อยเพราะหากกฎหมายเปิดโอกาสให้มีเงินได้ประเภทนี้มาก
รัฐบาลก็อาจจะเก็บภาษีได้น้อย
2.รายได้ประเภทที่เสียภาษีในอัตราต่ำซึ่งก็มีอยู่หลายอย่าง
เช่น ดอกเบี้ยซึ่งผู้จ่ายได้หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว 15%
หรือเงินปันผลซึ่งถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว 10% ผู้รับไม่ประสงค์จะขอคืนหรือขอเครดิตภาษี ผู้รับก็ไม่ต้องนำมายื่นเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีอีกครั้งหนึ่ง
3.ผู้เสียภาษีอาจใช้วิธีหักค่าลดหย่อนให้ได้มากขึ้น
เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าเบี้ยประกันชีวิต ค่าประกันสังคม
4.รายได้ที่หักรายจ่ายได้มาก
ๆ อาทิเช่น วิชาชีพในทางแพทย์ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ถึง 60%
หรือรายได้จากการประกอบอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรมตามมาตรา 40 (8)
ซึ่งพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 11 อนุญาตให้หักภาษีเป็นการเหมาได้ตั้งแต่ 65% - 85%
ในกรณีของมนุษย์เงินเดือนที่กฎหมายอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายเพียง
40% ของเงินได้
ปีหนึ่งไม่เกิน 60,000 บาท โอกาสที่จะเสียภาษีให้น้อย คือ ต้องพยายามใช้ประโยชน์จากกองทุน
3 ประเภท
(1)กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ผมได้แนะไว้หลายครั้งว่า
คนที่มีเงินได้ตามมาตรา 40 (1) คือ พนักงาน และลูกจ้าง
หากนายจ้างเป็นนิติบุคคลและได้จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็ขอให้รีบสมัครเป็นสมาชิกทันทีเพื่อจ่ายเงินสะสมให้กองทุนซึ่งกฎหมายอนุญาตให้หักเงินสะสมดังกล่าวเป็นรายจ่ายได้ถึง
15% ของค่าจ้าง
แต่รวมแล้วต้องไม่เกินกว่าปีละ 500,000 บาท การจ่ายเงินสะสมก็ทำได้ตั้งแต่ 2-15% ของค่าจ้าง
นอกจากนี้นายจ้างยังต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อประโยชน์แก่ลูกจ้างด้วย
โดยนายจ้างสามารถที่จะเลือกจ่ายได้ตั้งแต่ 2-15%
ของเงินได้ของลูกจ้างเช่นกัน ซึ่งนายจ้างก็หักเงินสมทบเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้ด้วย
มีผู้ให้ข้อน่าสังเกตว่า
กฎหมายไม่ได้มีข้อจำกัดว่านายจ้างจ่ายเงินสมทบได้ไม่เกินปีละ 500,000 บาท ดังนั้น
หากข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบให้ลูกจ้างได้มาก
ๆ เช่น 15%
และลูกจ้างมีรายได้ปีละ 2 ล้านบาท เมื่อนายจ้างจ่าย 15% จะเท่ากับ
600,000 บาท นายจ้างก็หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ทั้งจำนวน
ประโยชน์ของการเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีนานัปการดังนี้
1.ลูกจ้างมีเงินออมทั้งจากส่วนสะสมของตนเอง
และส่วนเงินสมทบที่นายจ้างออกให้ ซึ่งช่วยให้ลูกจ้างมีเงินไว้ใช้จ่ายตอนเกษียณอายุ
หรือแม้แต่ยังไม่เกษียณก็มีเงินเก็บสะสมเป็นก้อน
สร้างความอบอุ่นใจให้ตนเองและครอบครัว
2.เป็นการออมเงินชนิดที่ได้ผลที่สุด
คือ นอกจากลูกจ้างจะจ่ายสะสมเข้ากองทุนเองแล้ว ยังมีนายจ้างมาช่วยจ่ายสมทบให้อีกด้วย
เงินเป็นกองทุนสองขา ดังนั้น ผลประโยชน์ของลูกจ้างจะเติบโตขึ้นจากเงินสี่ส่วน คือ
(ก)เงินสะสมของลูกจ้าง
(ข)รายได้หรือผลประโยชน์ที่เกิดจากการลงทุนของเงินสะสมส่วนลูกจ้าง
(ค)เงินสมทบจากนายจ้าง
(ง)รายได้หรือผลประโยชน์ที่เกิดจากการลงทุนของเงินสมทบจากนายจ้าง
3.ลูกจ้างเสียภาษีน้อยลงเพราะเงินสะสมที่จ่ายสามารถหักเป็นรายจ่ายการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
และเงินสมทบที่ได้จากนายจ้างก็ยังไม่ต้องเสียภาษี
4.นายจ้างหักเงินสมทบเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้
ทำให้นายจ้างใจกว้างยินดีจ่ายเงินสมทบได้มากขึ้น
5.เงินและผลประโยชน์ต่าง
ๆ ของลูกจ้างในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่อยู่ในข่ายบังคับคดี
แม้ลูกจ้างจะเป็นหนี้เป็นสิน เจ้าหนี้ก็ไม่สามารถฟ้องบังคับเอาเงินก้อนนี้จากลูกจ้างเอาเงินไปชำระหนี้ได้
6.การที่พนักงานทุกคนมีเงินออมจะช่วยแบ่งเบาภาระในทางสังคมของรัฐบาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจำเป็นที่ต้องพึ่งพากองทุนประกันสังคมจะน้อยลง
รัฐบาลจึงอาจใจกว้างลดการจัดเก็บภาษีลง
7.การมีเงินออมสร้างความอบอุ่นใจให้แก่ลูกจ้าง
เพราะเมื่อทำงาน เสียภาษีช่วยทำนุบำรุงประเทศชาติมานานนับสิบ ๆ ปีแล้ว ลูกจ้างควรมีหลักประกันทางการเงินและทางใจเมื่อเกษียณอายุ
แก่ชรา เจ็บป่วย หรือทุพพลภาพ
คนเราจะต้องมีความสุขทั้งก่อนและหลังเกษียณ
เมื่อลูกจ้างมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ก็จะรู้สึกอบอุ่นว่าเมื่อออกจากงานแล้วก็ยังมีเงินคอยดูแลตนเอง มีเงินใช้ต่อไป ไม่ต้องพึ่งพาลูกหลานหรือรัฐบาล
ลูกจ้างหรือพนักงานส่วนที่นายจ้างไม่ได้จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือแม้เป็นสมาชิกกองทุนอยู่แล้วแต่มีความสามารถและปรารถนาที่จะออมเงินให้มากขึ้น
ฉบับหน้าเราจะเขียนถึงการออมเงินที่มีแต้มต่อในการหักภาษีด้วยการลงทุนในกองทุน RMF คือ Retirement Mutual
Fund หรือกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ
และ LTF คือ Long Term Equity Fund หรือกองทุนหุ้นระยะยาว
ซึ่งให้ประโยชน์ทำนองเดียวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่มีข้อด้อยอยู่อย่างหนึ่ง คือ
ไม่มีนายจ้างมาช่วยจ่ายเงินสมทบให้
ดร.
สุวรรณ วลัยเสถียร